เด็กพิเศษ คืออะไร? รู้จักประเภท อาการ และวิธีดูแลที่พ่อแม่ควรรู้ | NTKGoodHealth
หลายครอบครัวเริ่มต้นด้วยคำถามเดียวกันว่า “ลูกของเราเป็นเด็กพิเศษหรือเปล่า” เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกพูดช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่สบตา หรือซนผิดปกติจนควบคุมยาก ความกังวลใจแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของพ่อแม่ทุกคน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความกังวลคือ “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” เพราะยิ่งพ่อแม่เข้าใจเร็ว เด็กก็ยิ่งได้รับการช่วยเหลือเร็ว และมีโอกาสพัฒนาได้เต็มศักยภาพมากขึ้นเท่านั้น
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเด็กพิเศษอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สัญญาณที่ควรสังเกต ไปจนถึงแนวทางการดูแลที่ครอบครัวสามารถเริ่มทำได้จริง
เด็กพิเศษ คืออะไร?
คำว่า “เด็กพิเศษ” ย่อมาจาก “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” (Special Needs Child) หมายถึง เด็กที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือ บำบัดฟื้นฟู หรือจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากวิธีการปกติ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตประจำวัน เรียนรู้ และเข้าสังคมได้เต็มตามศักยภาพของตนเอง (เด็กพิเศษ มาจากคำเต็มว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” หมายถึงเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง) โดยจะออกแบบวิธีดูแลตามลักษณะความจำเป็นของเด็กแต่ละคนไป ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
ข้อมูลจากสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ระบุว่า เด็กพิเศษแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กที่มีความบกพร่อง และเด็กยากจนและด้อยโอกาส แต่ในปัจจุบันคำว่า “เด็กพิเศษ” มักถูกใช้หมายถึงกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่บทความนี้จะเน้นพูดถึงมากที่สุด
อ่านเพิ่มเติม ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเด็กพิเศษ (Special Needs) ฉบับเต็ม
โรคและภาวะที่พบบ่อยในเด็กพิเศษ
กระทรวงศึกษาธิการได้จำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางการศึกษาไว้ 9 ประเภทตามประกาศ พ.ศ. 2552 แต่ในทางคลินิกที่พบบ่อยที่สุดและพ่อแม่ควรรู้จัก
1. ออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder: ASD)
กลุ่มอาการที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการสื่อสาร การเข้าสังคม และพฤติกรรม ออทิสติก เป็นความผิดปกติที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการสื่อสาร การเข้าสังคม และพฤติกรรม ทำให้เด็กพูดช้า พัฒนาการช้าไม่สมวัย โดยมีความหลากหลายในระดับความรุนแรง มักสังเกตเห็นอาการได้ตั้งแต่วัยเด็ก ลักษณะเด่นคือไม่สบตา ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ เล่นคนเดียว และมีพฤติกรรมทำซ้ำ ๆ
2. โรคสมาธิสั้น (ADHD)
โรคสมาธิสั้น เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กวัยเรียนของประเทศไทย เด็กจะมีปัญหาด้านสมาธิ ควบคุมตัวเองยาก อยู่ไม่นิ่ง และหุนหันพลันแล่นมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน
3. ความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability: ID)
คือ กลุ่มเด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญจากการวัดโดยแบบทดสอบมาตรฐาน ทำให้มีข้อจำกัดในการเรียนรู้และปรับตัวเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
4. บกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD)
เด็กกลุ่มนี้มีสติปัญญาปกติ แต่มีปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ซึ่งไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางร่างกายหรือสิ่งแวดล้อม
5. ภาวะอื่น ๆ ที่พบร่วม
ได้แก่ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (ผลจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21) สมองพิการ (Cerebral Palsy) บกพร่องทางการได้ยิน การมองเห็น การเคลื่อนไหว และความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม
ดูรายละเอียดเชิงลึก โรคและภาวะที่พบในเด็กพิเศษ
สังเกตอาการอย่างไร รู้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ข้อดีของยุคนี้คือความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้พ่อแม่สังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้น โดยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รู้ได้ก่อนเกิด เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมอย่างดาวน์ซินโดรม กลุ่มที่เกิดมาแล้วค่อยรู้ และกลุ่มที่เกิดมาแล้วยังไม่รู้ ต้องรอดูพัฒนาการไปอีกระยะหนึ่งจึงจะสังเกตเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น
สัญญาณเตือนที่พบบ่อยตามช่วงวัย ได้แก่
- อายุ 6 เดือน สบตาน้อย ไม่ยิ้มตอบโต้
- อายุ 9 เดือน ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่ยิ้มตอบ
- อายุ 12 เดือน ไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ ไม่หันตามเสียงเรียก อายุ 16 เดือนยังไม่พูดคำที่มีความหมาย เช่น หมา และอายุ 24 เดือนยังไม่พูดคำที่มีความหมายหรือวลีสั้น ๆ เช่น กินข้าว ไปเที่ยว จะเอา
- อายุ 1 ขวบครึ่ง ยังไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ ขาดความสนใจร่วมกับผู้อื่น เล่นบทบาทสมมติหรือเล่นจินตนาการไม่เป็น
สำหรับเด็กที่สงสัยว่าจะเป็นสมาธิสั้น อาการที่พบร่วมกันคือ อยู่ไม่นิ่ง วอกแวกง่าย ทำงานไม่เสร็จ และหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการดูแล อาจมีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ตามมา เช่น ไม่ใส่ใจการเรียน ติดเกมหรือติดมือถือ ดื้อต่อต้าน ไม่เชื่อฟัง วิตกกังวล ซึมเศร้า และขาดความมั่นใจในตัวเอง
สิ่งสำคัญคือการวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการหรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเท่านั้น พ่อแม่ไม่ควรวินิจฉัยเองจากการอ่านบทความหรือดูคลิปในโซเชียลมีเดีย เพราะอาการหลายอย่างซ้อนทับกันระหว่างภาวะต่าง ๆ
เกี่ยวข้องกัน วิธีสังเกตอาการและขั้นตอนการวินิจฉัยเด็กพิเศษอย่างละเอียด
พัฒนาการเด็กพิเศษ แตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร?
พัฒนาการเด็ก (Child Development) แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก คือ ร่างกาย สติปัญญา ภาษา และสังคม-อารมณ์ ในเด็กพิเศษ พัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านอาจล่าช้ากว่าเกณฑ์ปกติ ความรุนแรงและรูปแบบแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน แม้จะได้รับการวินิจฉัยในกลุ่มเดียวกันก็ตาม การเข้าใจจุดนี้จะช่วยลดความคาดหวังที่ไม่สมจริง และทำให้พ่อแม่โฟกัสไปที่ “พัฒนาการของลูกเทียบกับตัวเอง” มากกว่าการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น
อ่านเพิ่มเติม ทำความเข้าใจพัฒนาการเด็กพิเศษในแต่ละช่วงวัย
แนวทางการรักษาและกระตุ้นพัฒนาการ
ข่าวดีคือภาวะส่วนใหญ่ในเด็กพิเศษสามารถ “ดีขึ้นได้” หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง แนวทางหลักที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
- การประเมินและวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เพื่อวางแผนการดูแลที่ตรงจุด
- กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ฝึกทักษะการใช้ชีวิตประจำวันและการควบคุมตัวเอง
- อรรถบำบัดหรือฝึกพูด (Speech Therapy) สำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร
- กายภาพบำบัด สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว
- การใช้ยาร่วมกับการบำบัด ในบางภาวะ เช่น สมาธิสั้น ซึ่งการรักษาโดยใช้ยาควบคู่กับการบำบัดอย่างต่อเนื่องมักให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยการใช้ยาต้องได้รับการวินิจฉัยและสั่งจ่ายจากแพทย์เท่านั้น
หัวใจสำคัญคือความสม่ำเสมอ การกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านทุกวันมีความสำคัญไม่แพ้การไปพบผู้เชี่ยวชาญ พ่อแม่จึงเป็น “นักบำบัด” คนแรกและคนสำคัญที่สุดของลูกเสมอ
อ่านเพิ่มเติม รวมแนวทางการรักษาและกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษที่บ้าน
การเลี้ยงดูเด็กพิเศษ สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้
การเลี้ยงดูเด็กพิเศษ (Parenting) มีความท้าทายมากกว่าการเลี้ยงเด็กทั่วไป เพราะต้องอาศัยทั้งความอดทน ความรู้เฉพาะทาง และการปรับตัวตลอดเวลา คำแนะนำที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำเสมอคือ
- ยอมรับและเข้าใจ ก่อนที่จะแก้ไข พ่อแม่หลายคนเผชิญกับความรู้สึกผิดหวังหรือโทษตัวเองในช่วงแรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระบวนการทางใจ
- ให้กำลังใจมากกว่าตำหนิ เพราะการให้กำลังใจกัน คอยประคับประคอง และส่งเสริมทั้งกายและใจ เชื่อมั่นในครอบครัว จะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ดีกว่าการตำหนิความบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้ว
- หาเครือข่ายสนับสนุน การพูดคุยกับพ่อแม่ที่มีลูกในสถานการณ์คล้ายกันช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้มาก ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์
- ดูแลสุขภาพใจของตัวเองด้วย พ่อแม่ที่มีสุขภาพจิตดีจะดูแลลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม คู่มือการเลี้ยงดูเด็กพิเศษสำหรับพ่อแม่มือใหม่
โภชนาการสำหรับเด็กพิเศษ
โภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมองและพฤติกรรมของเด็กพิเศษ โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มออทิสติกและสมาธิสั้นที่มักมีปัญหาเรื่องการเลือกกินหรือกินอาหารได้จำกัดชนิด ผู้ปกครองควรทำงานร่วมกับกุมารแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อออกแบบมื้ออาหารที่เหมาะสม เน้นสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการสมอง หลีกเลี่ยงการงดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเด็ดขาดโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้
อ่านเพิ่มเติม โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษแต่ละกลุ่มอาการ
สุขภาพจิตของเด็กและครอบครัว
การมีลูกเป็นเด็กพิเศษส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของทั้งครอบครัว ไม่ใช่แค่ตัวเด็กเท่านั้น งานวิจัยด้านจิตวิทยาชี้ว่า พ่อแม่เด็กที่มีความต้องการพิเศษเผชิญกับความเครียดในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นการช่วยเหลือทางด้านจิตใจ ทั้งการปรึกษารายบุคคลและการปรึกษาแบบกลุ่ม จะช่วยให้พ่อแม่คลายความกังวลได้ เพราะได้ระบายความรู้สึกและรับรู้ว่ามีคนรับฟัง อีกทั้งการปรึกษาแบบกลุ่มยังเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง
ในส่วนของตัวเด็กเอง หากมีอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าร่วมด้วย ควรได้รับการดูแลจากนักจิตวิทยาเด็กหรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นควบคู่ไปกับการดูแลด้านพัฒนาการ
อ่านเพิ่มเติม ดูแลสุขภาพจิตเด็กพิเศษและครอบครัวอย่างไรให้ยั่งยืน
การศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ
ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบรองรับการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษหลายรูปแบบ ทั้งการเรียนร่วมในโรงเรียนปกติ (Inclusive Education) โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด โดยมีพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 เป็นกฎหมายหลักที่รองรับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้ กำหนดให้เด็กพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา การเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความรุนแรงของอาการและคำแนะนำของทีมสหวิชาชีพเป็นหลัก
อ่านเพิ่มเติม แนวทางเลือกการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษ
สิทธิและบริการสำหรับเด็กพิเศษในประเทศไทย
ครอบครัวที่มีเด็กพิเศษสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ ได้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 โดยสิทธิหลัก ๆ ที่ควรทราบ ได้แก่
- การจดทะเบียนบัตรประจำตัวคนพิการ ซึ่งกำหนดให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพและพัฒนาตนเอง
- เบี้ยความพิการ สำหรับผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการ
- สิทธิด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพ
- สิทธิด้านการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามกฎหมายการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
- การกู้ยืมเงินประกอบอาชีพ จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำหรับผู้ดูแลตามกฎหมาย
ผู้ปกครองสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) หรือสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต
อ่านเพิ่มเติม รวมสิทธิและบริการสำหรับเด็กพิเศษที่ครอบครัวไม่ควรพลาด
เทคโนโลยีเพื่อเด็กพิเศษ
ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือเด็กพิเศษมากขึ้น ทั้งแอปพลิเคชันฝึกภาษาและการสื่อสารสำหรับเด็กออทิสติก อุปกรณ์ AAC (Augmentative and Alternative Communication) สำหรับเด็กที่พูดไม่ได้หรือพูดได้จำกัด เกมและสื่อดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อฝึกสมาธิและทักษะสังคมสำหรับเด็กสมาธิสั้น รวมถึงแอปพลิเคชันบัตรประจำตัวคนพิการดิจิทัลที่ช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงสิทธิสวัสดิการได้สะดวกขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มาแทนที่การบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยให้การฝึกฝนที่บ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือเด็กพิเศษในปัจจุบัน
เด็กพิเศษไม่ใช่ “เด็กที่มีปัญหา” แต่เป็นเด็กที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างออกไป การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ การพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และการดูแลอย่างสม่ำเสมอทั้งด้านร่างกาย จิตใจ โภชนาการ และการศึกษา จะช่วยให้เด็กพิเศษเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่และครอบครัวไม่ควรเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง เพราะมีทั้งทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายผู้ปกครองพร้อมสนับสนุนอยู่เสมอ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 / 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood
แหล่งอ้างอิง
- สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข: th.rajanukul.go.th
- คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: psy.chula.ac.th
- โรงพยาบาลมนารมย์: manarom.com
- สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์
- กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.): dep.go.th
- พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551
- พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. เด็กพิเศษ กับ เด็กออทิสติก คือสิ่งเดียวกันหรือไม่?
ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน “เด็กพิเศษ” เป็นคำกว้างที่ครอบคลุมเด็กหลายกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ส่วนออทิสติกเป็นเพียงหนึ่งในภาวะที่พบในเด็กพิเศษเท่านั้น
2. รู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กพิเศษหรือแค่พัฒนาการช้าตามธรรมชาติ?
ความแตกต่างอยู่ที่ความรุนแรงและความต่อเนื่องของอาการ หากลูกมีพัฒนาการล่าช้าหลายด้านพร้อมกัน หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้เวลาผ่านไป ควรพาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเพื่อประเมินอย่างละเอียด ไม่ควรวินิจฉัยเองจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว
3. เด็กพิเศษสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้หรือไม่?
4. ต้องพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไหน?
เบื้องต้นสามารถปรึกษากุมารแพทย์ทั่วไปก่อน หากสงสัยว่ามีความล่าช้าทางพัฒนาการ ควรส่งต่อไปยังกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด
5. เด็กพิเศษจะมีอาการดีขึ้นได้หรือไม่?
ดีขึ้นได้ หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว ดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ทั้งการบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญและการฝึกฝนที่บ้านจากพ่อแม่ ความรุนแรงและอัตราการพัฒนาจะแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน
6. พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ?
ควรตั้งสติ ยอมรับความจริง และรีบพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนการดูแล พร้อมทั้งดูแลสุขภาพใจของตนเองควบคู่ไปด้วย การหาเครือข่ายผู้ปกครองที่มีประสบการณ์คล้ายกันก็ช่วยได้มาก
7. เด็กพิเศษมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอะไรบ้าง?
ครอบครัวสามารถจดทะเบียนบัตรประจำตัวคนพิการเพื่อรับเบี้ยความพิการ สิทธิด้านการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสมรรถภาพ สิทธิด้านการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และการกู้ยืมเงินประกอบอาชีพจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ