สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังเลี้ยงดู เด็กพิเศษ คำถามที่มักผุดขึ้นมาในใจอยู่เสมอคือ “ลูกของเรามีพัฒนาการสมวัยหรือเปล่า” หรือ “ที่ลูกยังพูดไม่ได้ ยังไม่คลาน ผิดปกติไหม” ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะ พัฒนาการเด็ก (Child Development) คือกระจกสะท้อนความสมบูรณ์ของสมองและร่างกายเด็กในแต่ละช่วงวัย และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะบอกได้ว่าเด็กคนหนึ่งต้องการการดูแลแบบพิเศษเพิ่มเติมจากปกติหรือไม่
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าพัฒนาการเด็กแบ่งออกเป็นด้านใดบ้าง เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ประเมินในประเทศไทยคืออะไร และสัญญาณเตือนแบบไหนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้สามารถพาลูกเข้าสู่กระบวนการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างทันท่วงที
พัฒนาการเด็ก (Child Development) คืออะไร?
พัฒนาการเด็ก หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถของเด็กที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับขั้นตอน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ได้อธิบายว่าโดยทั่วไปแบ่งพัฒนาการของเด็กออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ๆ ดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development)
ครอบคลุมทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor) เช่น การพลิกคว่ำ คลาน เดิน วิ่ง และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor) เช่น การหยิบจับสิ่งของ การใช้นิ้วมือทำกิจกรรมละเอียด
2. พัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development)
เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิด แก้ปัญหา จดจำ รวมถึงพัฒนาการด้านภาษา (Language Development) ทั้งความเข้าใจภาษาและการใช้ภาษาสื่อสาร
3. พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotional Development)
คือความสามารถในการรับรู้ แสดงออก และควบคุมอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสมตามวัย
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมต่อที่ พัฒนาการด้านอารมณ์
4. พัฒนาการด้านสังคม (Social Development)
รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและพัฒนาการด้านคุณธรรม (Moral Development) เช่น การรู้จักผิดชอบชั่วดี การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม
โดยทั่วไปเด็กแต่ละคนจะมีลำดับขั้นพัฒนาการที่ใกล้เคียงกัน แต่หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเกณฑ์ปกตินานเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือเป็นสัญญาณที่ต้องรีบให้ความช่วยเหลือและกระตุ้นพัฒนาการโดยเร็วที่สุด เพราะสมองของเด็กเล็กมีความยืดหยุ่นสูงและตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดีที่สุดในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต
อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ พัฒนาการด้านสังคม
DSPM: เครื่องมือมาตรฐานเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กไทย 5 ด้าน
นอกจากกรอบ 4 ด้านของจิตแพทย์เด็กแล้ว หน่วยงานสาธารณสุขไทยยังใช้ DSPM (Developmental Surveillance and Promotion Manual) หรือคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งจัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นเครื่องมือมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศสำหรับติดตามพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
- GM (Gross Motor) พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว
- FM (Fine Motor) พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา
- RL (Receptive Language) พัฒนาการด้านการเข้าใจภาษา
- EL (Expressive Language) พัฒนาการด้านการใช้ภาษา
- PS (Personal & Social) พัฒนาการด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม
กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้มีการคัดกรองพัฒนาการเด็กด้วย DSPM ในช่วงอายุสำคัญ คือ 9, 18, 30, 42 และ 60 เดือน หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในด้านใดด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่จะนัดติดตามซ้ำภายใน 1 เดือน และหากยังพบความล่าช้าต่อเนื่อง จะส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินด้วยเครื่องมือที่ละเอียดขึ้นอย่าง TEDA4I (Thai Early Developmental Assessment for Intervention) ต่อไป
เมื่อพัฒนาการล่าช้า...จุดเริ่มต้นของ "เด็กพิเศษ"
หลายครอบครัวเริ่มรู้ว่าลูกอาจเป็นเด็กพิเศษจากการสังเกตพัฒนาการที่ผิดไปจากเด็กวัยเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่แรกเกิดดูปกติดี แต่ค่อย ๆ แสดงความแตกต่างเมื่อโตขึ้น เช่น กลุ่มออทิสติกสเปกตรัม แอสเพอร์เกอร์ แอลดี (บกพร่องทางการเรียนรู้) และสมาธิสั้น
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ การฝึกสมาธิเด็ก
สัญญาณเบื้องต้นที่พ่อแม่ควรสังเกต เช่น เมื่อเด็กอายุประมาณขวบครึ่งแล้วยังไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการ ขาดความสนใจร่วมกับคนรอบข้าง เล่นสมมติหรือเล่นจินตนาการไม่เป็น และยังไม่สามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้ ลักษณะเหล่านี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าเป็นเพียงความล่าช้าชั่วคราวหรือเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องดูแลระยะยาว เช่น ออทิสติกสเปกตรัม สมาธิสั้น (ADHD) หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ “เด็กพิเศษ” ไม่ได้หมายถึงเด็กพิการเสมอไป แต่หมายถึงเด็กที่มีความต้องการการดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมจากวิธีปกติ เพื่อให้พัฒนาการของเขาไปถึงศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ พัฒนาการด้านการเรียนรู้
ทำไมการประเมินพัฒนาการเด็กจึงสำคัญ
การประเมินพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์สำคัญ 3 ประการ
- ค้นพบความล่าช้าได้เร็ว ยิ่งพบเร็ว ยิ่งเริ่มกระตุ้นพัฒนาการได้เร็ว โอกาสที่เด็กจะพัฒนาทันเพื่อนวัยเดียวกันก็ยิ่งสูงขึ้น
- วางแผนดูแลได้ตรงจุด เมื่อทราบว่าล่าช้าด้านใด ทีมสหวิชาชีพ ทั้งกุมารแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูด และนักจิตวิทยา จะสามารถออกแบบแนวทางรักษาและกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้
- ลดความเครียดของครอบครัว เมื่อพ่อแม่เข้าใจสถานการณ์ของลูกชัดเจนขึ้น ก็จะวางแผนการเลี้ยงดูเด็กพิเศษได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจมากขึ้น
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ Executive Function
แนวทางส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่พ่อแม่ทำได้ที่บ้าน
แม้การประเมินและวางแผนรักษาต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แต่พ่อแม่คือบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในการกระตุ้นพัฒนาการลูกในชีวิตประจำวัน ผ่านหลักการง่าย ๆ ดังนี้
- เล่นกับลูกอย่างมีปฏิสัมพันธ์ การเล่นคือช่องทางเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของเด็ก ทั้งด้านภาษา อารมณ์ และสังคม
- พูดคุยและอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและความเข้าใจ
- ให้โอกาสลูกทำกิจกรรมด้วยตัวเอง เช่น หยิบจับ ตักอาหาร แต่งตัว เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและความมั่นใจในตนเอง
- ดูแลเรื่องโภชนาการให้เหมาะสม เพราะสมองต้องการสารอาหารที่เพียงพอในการพัฒนา
- สังเกตและบันทึกพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เทียบกับเกณฑ์ DSPM ตามช่วงอายุ หากสงสัยความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ต้องรอ
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีสำหรับเด็กพิเศษหลายรูปแบบที่ช่วยเสริมการกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพจิตของเด็กและครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กระบวนการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน
เมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กพิเศษ ต้องทำอย่างไรต่อ?
หากผลการประเมินยืนยันว่าลูกมีภาวะที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเผชิญเส้นทางนี้เพียงลำพัง ในประเทศไทยมีสิทธิและบริการสำหรับเด็กพิเศษที่ครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ ทั้งสิทธิการรักษาพยาบาล การขึ้นทะเบียนคนพิการ (ในกรณีที่เข้าเกณฑ์) และแนวทางการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ
ทีม NTK GoodHealth มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการดูแลเด็กพิเศษโดยตรง พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องแนวทางการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการที่บ้าน สามารถติดต่อสอบถามได้ฟรี โทร. 082-791-6559 หรือ 091-710-5596 หรือ LINE. @ntkgood
แหล่งอ้างอิง
- นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. พัฒนาการเด็ก (Child Development). สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต.
- นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. เด็กพิเศษ (Special Child). สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต.
- สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต. เด็กพิเศษ…รู้ก่อนเกิดได้อย่างไร.
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM).
- Hfocus.org. รู้จัก “เด็กพิเศษ” แบ่งออกกี่กลุ่ม โดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น.
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. พัฒนาการเด็กแบ่งออกเป็นกี่ด้าน อะไรบ้าง?
โดยหลักจิตแพทย์เด็กแบ่งเป็น 4 ด้านใหญ่ คือ ด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ส่วนเกณฑ์ DSPM ของกรมอนามัยแบ่งละเอียดขึ้นเป็น 5 ด้าน คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ความเข้าใจภาษา การใช้ภาษา และการช่วยเหลือตนเอง/สังคม
2. รู้ได้อย่างไรว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้า?
สังเกตได้จากการเปรียบเทียบพฤติกรรมลูกกับเกณฑ์พัฒนาการตามช่วงอายุ หากล่าช้ากว่ามาตรฐานนานเกิน 6 เดือนขึ้นไปในด้านใดด้านหนึ่ง ควรพาไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อประเมินอย่างละเอียด
3. ควรพาลูกไปตรวจคัดกรองพัฒนาการเมื่ออายุเท่าไหร่?
4. เด็กพิเศษกับเด็กพิการต่างกันอย่างไร?
เด็กพิเศษเป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่า หมายถึงเด็กที่ต้องการการดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมจากปกติ ซึ่งรวมถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษโดดเด่นด้วย ในขณะที่เด็กพิการหมายถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา หรือพฤติกรรมอย่างชัดเจนตามเกณฑ์ทางการแพทย์
5. หากลูกมีพัฒนาการล่าช้า ยังมีโอกาสพัฒนาทันเพื่อนวัยเดียวกันไหม?
มีโอกาสสูง โดยเฉพาะหากได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะสมองของเด็กในช่วง 6 ปีแรกมีความยืดหยุ่นสูง การเข้ารับการดูแลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กพัฒนาได้เต็มศักยภาพของตนเอง