พัฒนาการด้านภาษา
เนื้อหาหลัก

พัฒนาการด้านภาษา เมื่อลูกพูดช้าไม่ใช่แค่ "รอได้" แต่ต้องสังเกตให้ทัน | NTKGoodHealth

          “ลูกพูดช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกันหรือเปล่า” คือคำถามที่พ่อแม่แทบทุกบ้านเคยกังวลใจ เพราะการพูดคือหน้าต่างบานแรกที่ทำให้เรามองเห็นพัฒนาการทางสมองของลูก พัฒนาการด้านภาษา (Language Development) จึงเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ พัฒนาการเด็กพิเศษ (Child Development) ที่พ่อแม่และผู้ดูแลควรทำความเข้าใจอย่างละเอียด เพราะหากปล่อยผ่านความล่าช้าไปโดยไม่สังเกต อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ ตามมาเป็นลูกโซ่

บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความรู้จักพัฒนาการด้านภาษาในเด็กแบบครบทุกมิติ ตั้งแต่ตารางพัฒนาการตามช่วงวัย สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม สาเหตุของภาษาล่าช้า ไปจนถึงวิธีกระตุ้นพัฒนาการที่พ่อแม่ทำได้เองที่บ้าน

อ่านเนื้อหาหลักเพิ่มเติมได้ที่ พัฒนาการด้านภาษา (Language Development)

พัฒนาการด้านภาษาคืออะไร สำคัญกับลูกอย่างไร?

พัฒนาการด้านภาษา หมายถึงความสามารถของเด็กในการรับรู้ เข้าใจ และสื่อสารผ่านภาษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

ความสามารถในการฟังและเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูด เช่น เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ เข้าใจคำถาม

ความสามารถในการพูดหรือสื่อสารความต้องการของตนเอง ทั้งผ่านคำพูด ท่าทาง และสีหน้า

พัฒนาการด้านภาษาไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการพูดคุยเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับ พัฒนาการด้านการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ผ่าน พัฒนาการด้านอารมณ์ และทักษะการเข้าสังคมใน พัฒนาการด้านสังคม ด้วย เพราะภาษาคือเครื่องมือหลักที่เด็กใช้แสดงความต้องการ ระบายความรู้สึก และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว

ตารางพัฒนาการด้านภาษาตามช่วงวัย (แรกเกิด – 6 ปี)

ช่วงวัย พัฒนาการที่ควรพบ
แรกเกิด – 2 เดือน ส่งเสียงร้องไห้ เรอ ไอ หรือหาว ยังไม่มีการเล่นเสียง
3 – 6 เดือน เริ่มยิ้มทัก ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ เล่นเสียงพยัญชนะ-สระ เช่น “บา” “ดา” “กา”
9 เดือน เลียนเสียงผู้ใหญ่ ออกเสียงซ้ำ ๆ เช่น “หม่ำหม่ำ” “ดาดา”
1 ขวบ พูดคำที่มีความหมายได้อย่างน้อย 1 คำ เช่น “แม่” “หม่ำ” ชี้นิ้วบอกความต้องการ ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ 1 ขั้นตอน
2 ขวบ มีคลังคำศัพท์ไม่น้อยกว่า 50 คำ พูดคำต่อเนื่อง 2 คำได้ เช่น “หิวข้าว” “ไม่เอา”
3 ขวบ พูดเป็นประโยคที่มีประธาน-กริยาได้ เช่น “หนูปวดฉี่” เล่าเรื่องสั้น ๆ ได้ ผู้อื่นเริ่มเข้าใจสิ่งที่พูดมากขึ้น
3 – 4 ปี ออกเสียง ร เรือ ล ลิง เริ่มชัดขึ้น ช่างซักช่างถาม
3 – 6 ปี พูดคล่องและถูกหลักไวยากรณ์มากขึ้น คลังคำศัพท์เพิ่มขึ้นถึงระดับหลักพันคำ อธิบายความหมายของคำและเล่าเรื่องราวได้ซับซ้อนขึ้น

หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ เด็กแต่ละคนอาจมีพัฒนาการเร็วหรือช้ากว่านี้เล็กน้อยได้ตามปกติ

สัญญาณเตือนพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าที่พ่อแม่ควรสังเกต

ข้อมูลจากสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ระบุสัญญาณเตือนที่ควรพาลูกไปพบแพทย์ตามช่วงวัย ดังนี้

  • 6-10 เดือน ไม่ส่งเสียงเลย ไม่หันตามเสียงเรียก ไม่เลียนเสียงผู้ใหญ่
  • 12 เดือน ไม่ชี้นิ้ว ไม่เอื้อมหยิบของ ไม่โบกมือลา ไม่หันตามเสียงเรียกชื่อ
  • 15-18 เดือน ยังไม่พูดคำที่มีความหมายคำแรก พูดได้ทีละคำแต่ไม่มีการพูดคำ 2 คำติดกัน
  • 2 ขวบ ยังไม่พูดคำที่มีความหมายหรือวลีสั้น ๆ เช่น “กินข้าว” “ไปเที่ยว”
  • 3 ขวบ ไม่พูดบอกความต้องการ ไม่เข้าใจประโยคคำถาม ไม่พูดโต้ตอบ ยังเล่าเรื่องสั้น ๆ ไม่ได้

นอกจากนี้ ควรสังเกตร่วมด้วยว่าลูกสบตาเวลาพูดคุยหรือไม่ มีการออกเสียงผิดรูปแบบชัดเจน เช่น พูดไม่ชัด ติดอ่าง หรือใช้เสียงผิดปกติหรือไม่ เพราะสัญญาณเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นที่ควรได้รับการประเมินร่วมกัน โดยเฉพาะ Executive Function (EF) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งที่ซับซ้อนขึ้น

สาเหตุของพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า

ข้อมูลจากสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต พบว่าเด็กพูดช้าหรือมีพัฒนาการล่าช้าในช่วงปฐมวัยพบได้ประมาณร้อยละ 5-15 ในต่างประเทศ ส่วนในไทยพบได้สูงถึงราวร้อยละ 20 ซึ่งสาเหตุมีได้หลากหลาย ได้แก่

เด็กที่หูหนวกทั้งสองข้างมักสังเกตได้ง่าย แต่กรณีการได้ยินบกพร่องบางส่วนอาจทำให้พูดได้แต่ไม่ชัดเจนหรือพัฒนาการภาษาล่าช้ากว่าวัยโดยไม่รู้ตัว

เช่น เด็กที่คลอดก่อนกำหนด ขาดออกซิเจนตอนคลอด หรือมีโรคทางสมองบางชนิด ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของ พัฒนาการเด็กพิเศษ (Child Development) ในภาพรวม

เด็กในกลุ่มนี้มักมีปัญหาด้านภาษา การสื่อสาร และทักษะสังคมร่วมกัน สังเกตได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 3 ขวบ เช่น ไม่สบตา ไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่ยิ้มตอบโต้ หรือไม่หันหาเสียงเรียก

พ่อแม่ที่มีเวลาพูดคุยกับลูกน้อย หรือปล่อยให้เด็กเล็กใช้หน้าจอมากเกินไป โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาจทำให้ลูกขาดโอกาสฝึกปฏิสัมพันธ์และเรียนรู้ภาษาผ่านการเล่นกับคนรอบตัว

ความล่าช้าทางภาษาในเด็กพิเศษมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มักส่งผลกระทบเชื่อมโยงถึงพัฒนาการด้านอื่นด้วย เช่น เด็กที่สื่อสารความต้องการไม่ได้อาจแสดงออกด้วยพฤติกรรมหงุดหงิดหรืองอแงมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พัฒนาการด้านอารมณ์ หรือเด็กที่เข้าใจภาษาได้จำกัดอาจเล่นและเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกันได้ยากขึ้น ซึ่งกระทบต่อ พัฒนาการด้านสังคม โดยตรงเช่นกัน

พัฒนาการด้านภาษากับพัฒนาการด้านอื่นเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

เพราะภาษาคือ “เครื่องมือ” ที่เด็กใช้เชื่อมโยงกับโลกรอบตัว พัฒนาการด้านภาษาจึงไม่แยกขาดจากพัฒนาการด้านอื่น ๆ

  • ด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีคลังคำศัพท์ดีจะเข้าใจคำสั่งและเนื้อหาการเรียนได้ง่ายกว่า ส่งผลต่อ พัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยตรง
  • ด้านการเคลื่อนไหว การพูดเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณปาก ลิ้น และใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ที่มักถูกประเมินควบคู่กันในเด็กพัฒนาการล่าช้า
  • Executive Function (EF) ความสามารถในการเข้าใจคำสั่ง วางแผนพูด และควบคุมการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เป็นพื้นฐานสำคัญของ Executive Function (EF)
  • สมาธิ เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าบางส่วนอาจมีปัญหาเรื่องสมาธิจดจ่อร่วมด้วย การฝึกสมาธิควบคู่กับการฝึกภาษาจึงมักถูกแนะนำในแผนกระตุ้นพัฒนาการ ดูเพิ่มเติมได้ที่ การฝึกสมาธิเด็ก

วิธีกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาที่พ่อแม่ทำได้ที่บ้าน

  • พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ บรรยายสิ่งที่กำลังทำระหว่างวัน เช่น อาบน้ำ กินข้าว แต่งตัว เพื่อให้ลูกได้ยินคำศัพท์ซ้ำ ๆ ในบริบทจริง
  • อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน ช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์และฝึกความเข้าใจโครงเรื่อง
  • รอคอยและให้เวลาลูกตอบ อย่ารีบพูดแทนหรือหยิบยื่นของให้ทันทีที่ลูกชี้ ให้โอกาสลูกพยายามสื่อสารก่อน
  • ลดเวลาหน้าจอ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพื่อเพิ่มเวลาปฏิสัมพันธ์กับคนจริง ๆ
  • เล่นบทบาทสมมติและร้องเพลง ช่วยฝึกทั้งภาษาและจินตนาการไปพร้อมกัน

เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์

หากลูกมีสัญญาณเตือนตามช่วงวัยข้างต้น หรือพ่อแม่รู้สึกกังวลใจแม้เพียงเล็กน้อย ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการ หรือนักแก้ไขการพูด (Speech-Language Pathologist) เพื่อรับการประเมินอย่างละเอียด เพราะการช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ ในช่วงวัยที่สมองยังมีความยืดหยุ่นสูง (Early Intervention) จะช่วยให้เด็กมีโอกาสพัฒนาทักษะภาษาได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต. จะทำอย่างไร เมื่อลูกพูดช้า
  2. สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต. เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
  3. สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต. ออทิสติก
  4. ปฐมวัยไทยแลนด์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน). พัฒนาการด้านภาษา สัญญาณเตือนที่บอกปัญหาในเด็กปฐมวัย
  5. วารสารราชานุกูล. กระบวนการกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของเด็กออทิสติกโดยผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการรักษา
  6. Samitivej Hospitals. ออทิสติกสเปกตรัม ความผิดปกติของสมองที่ส่งผลต่อพัฒนาการ
  7. MedPark Hospital. ลักษณะของเด็กที่มีพัฒนาการช้า สาเหตุ อาการ และการรักษา

FAQ คำถามที่พบบ่อย

หากลูกเข้าใจภาษา (Receptive Language) ได้ดีแต่ยังพูดออกมาไม่มาก อาจเป็นความล่าช้าเฉพาะด้านการแสดงออกซึ่งพบได้บ่อย แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินให้แน่ใจ ไม่ควรรอดูอาการเองเป็นเวลานานเกินไป

เด็กที่เติบโตในครอบครัวสองภาษาอาจใช้เวลาผสมผสานคำศัพท์ทั้งสองภาษานานกว่าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ทำให้พัฒนาการด้านภาษาล่าช้าอย่างผิดปกติ หากลูกยังคงเข้าใจและสื่อสารความต้องการได้ตามวัย

ไม่เสมอไป ภาษาล่าช้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การได้ยินบกพร่อง สภาพแวดล้อม หรือพัฒนาการล่าช้าเฉพาะด้าน แต่หากมีอาการร่วมอื่น เช่น ไม่สบตา ไม่เล่นสมมติ หรือมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ควรรับการประเมินจากแพทย์เพื่อแยกแยะให้ชัดเจน

สามารถเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด ผ่านการพูดคุย ร้องเพลง และอ่านนิทานให้ฟัง เพราะสมองเด็กเริ่มซึมซับภาษาตั้งแต่ในครรภ์และช่วงขวบปีแรกของชีวิต

จำเป็นมาก งานวิจัยจากวารสารราชานุกูลชี้ว่าการฝึกพูดที่บ้านโดยผู้ปกครองมีส่วนร่วมควบคู่กับการฝึกกับนักแก้ไขการพูด ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าการฝึกที่คลินิกเพียงอย่างเดียว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR