Sensory Processing Disorder (SPD) เมื่อสมองของลูกน้อยตีความผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น | NTKGoodHealth
ลองนึกภาพว่าเสียงเครื่องดูดฝุ่นธรรมดา ๆ ที่คนทั่วไปแทบไม่สนใจ กลับดังก้องราวกับเครื่องบินกำลังจะบินชนบ้าน หรือป้ายเสื้อผ้าเล็ก ๆ ที่เสียดสีคอ กลับรู้สึกเหมือนมีดกรีดผิวหนัง นี่คือโลกที่เด็กที่มีภาวะ Sensory Processing Disorder (SPD) หรือ ความผิดปกติในการประมวลผลประสาทสัมผัส ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน
สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษ ภาวะนี้ถือเป็นหนึ่งในโรคและภาวะที่พบในเด็กพิเศษที่พบร่วมได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) หรือ สมาธิสั้น (ADHD) บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจ SPD อย่างรอบด้าน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงแนวทางดูแลที่ถูกต้อง
Sensory Processing Disorder คืออะไร?
Sensory Processing Disorder คือภาวะที่สมองมีปัญหาในการรับ จัดระเบียบ และตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส การสัมผัส รวมถึงประสาทสัมผัสภายในร่างกาย เช่น การทรงตัว (vestibular system) และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (proprioception) พูดง่าย ๆ คือสมองของเด็กกลุ่มนี้ “แปลผล” สิ่งเร้าที่เข้ามาผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งเร้าจริง
ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า SPD เป็นกลุ่มอาการที่ส่งผลต่อการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัสของสมอง ซึ่งความรุนแรงและรูปแบบอาการสามารถแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน และภาวะนี้มักพบร่วมกับกลุ่มอาการทางพัฒนาการทางระบบประสาท (neurodevelopmental conditions) อย่างออทิสติกและสมาธิสั้นได้บ่อย
สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรทราบคือ ปัจจุบัน SPD ยังไม่ถูกบรรจุเป็นการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ในคู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (DSM-5) และสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (American Academy of Pediatrics) ก็แนะนำให้ไม่ควรใช้ SPD เป็นการวินิจฉัยเดี่ยว ๆ แต่ควรประเมินร่วมกับภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องด้วย
SPD มีกี่ประเภท?
โดยทั่วไปนักบำบัดจะแบ่งลักษณะการตอบสนองของเด็กที่มีภาวะนี้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป (Hypersensitivity หรือ Over-responsivity)
เด็กกลุ่มนี้จะตอบสนองต่อสิ่งเร้ารุนแรงกว่าปกติ เช่น ร้องไห้เมื่อโดนน้ำโดนหน้า ปฏิเสธเสื้อผ้าบางเนื้อผ้า หรือปิดหูเมื่อได้ยินเสียงดัง
2. กลุ่มไวต่อสิ่งเร้าน้อยเกินไป (Hyposensitivity หรือ Under-responsivity)
เด็กกลุ่มนี้ต้องการสิ่งเร้าที่มากกว่าปกติเพื่อให้รู้สึกได้ เช่น ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อหกล้ม ชอบวิ่งชนสิ่งของ หรือแสวงหาการเคลื่อนไหวที่รุนแรง (sensory seeking)
นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่เรียกว่า Sensory Discrimination Disorder ซึ่งเป็นความยากลำบากในการแยกแยะรายละเอียดของสิ่งเร้า เช่น แยกเสียงพูดในที่มีเสียงรบกวนไม่ได้ หรือทำของหล่นบ่อยเพราะแยกแยะน้ำหนักและพื้นผิวได้ไม่ดี รวมถึงกลุ่มที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว (Sensory-Based Motor Disorder) เช่น Dyspraxia ที่ส่งผลต่อการวางแผนการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
เป็นเรื่องปกติที่เด็กคนเดียวกันจะมีทั้งอาการไวเกินและไวน้อยเกินในประสาทสัมผัสคนละด้านพร้อมกัน
สาเหตุของ Sensory Processing Disorder
จนถึงปัจจุบัน นักวิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ SPD แต่จากการศึกษาพบว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยร่วมกันหลายด้าน ได้แก่
ปัจจัยทางพันธุกรรม
งานวิจัยในฝาแฝดปี 2006 พบว่าความไวต่อแสงและเสียงที่มากเกินไปอาจมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่ชัดเจน
ปัจจัยด้านระบบประสาท
ผลการทดลองพบว่าเด็กที่มีปัญหาการประมวลผลประสาทสัมผัสมีรูปแบบการทำงานของสมองที่ผิดปกติเมื่อได้รับสิ่งเร้าทั้งแสงและเสียงพร้อมกัน
ปัจจัยรอบคลอดและช่วงตั้งครรภ์
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระบุว่าปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เป็นพิษ การตั้งครรภ์แฝด การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ รวมถึงการผ่าคลอด และภาวะช็อกจากการคลอดฉุกเฉิน
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหลังคลอด
สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูและการกระตุ้นพัฒนาการในช่วงขวบปีแรกก็มีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบประสาทสัมผัสเช่นกัน
สัญญาณและอาการที่พ่อแม่ควรสังเกต
อาการของ SPD มีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าประสาทสัมผัสด้านใดได้รับผลกระทบ โดยสัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่
อาการไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป
- รู้สึกไม่สบายตัวรุนแรงกับเนื้อผ้า ป้ายเสื้อ หรือเนื้อสัมผัสอาหารบางชนิด
- อาเจียนหรือหลบซ่อนตัวเมื่อได้ยินเสียงดัง เช่น เสียงเครื่องดูดฝุ่นหรือเครื่องเป่าใบไม้
- ต่อต้านการตัดผม แปรงฟัน หรือล้างหน้าอย่างรุนแรง
- ไม่ชอบให้สัมผัสตัวหรือถูกกอด
อาการไวต่อสิ่งเร้าน้อยเกินไป
- ไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรืออุณหภูมิที่รุนแรง
- ชอบวิ่งชนสิ่งของ กระโดด หรือหมุนตัวอย่างต่อเนื่อง
- จับหรือสัมผัสสิ่งของแรงเกินไปโดยไม่รู้ตัว
อาการด้านการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
- มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น ถือดินสอหรือกรรไกรลำบาก
- กล้ามเนื้อตึงตัวน้อย (low muscle tone) ทำให้ท่าทางดูอ่อนปวกเปียก
- เสียการทรงตัวง่าย หรือดูเงอะงะเมื่อเคลื่อนไหว
โดยรวมแล้วมีการประเมินว่าเด็กประมาณ 1 ใน 6 คนมีอาการทางประสาทสัมผัสที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้พ่อแม่ควรสังเกตว่าอาการเหล่านี้ต้องรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงความชอบหรือไม่ชอบทั่วไปของเด็ก
SPD กับภาวะที่พบร่วมได้บ่อยในเด็กพิเศษ
แม้ SPD จะไม่ใช่การวินิจฉัยที่แยกเดี่ยว แต่อาการของ SPD มักซ้อนทับกับภาวะอื่น ๆ ที่เป็นการวินิจฉัยที่ได้รับการยอมรับ เช่น
ออทิสติกสเปกตรัม (ASD)
ออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เด็กออทิสติกจำนวนมากมีความไวต่อประสาทสัมผัสร่วมด้วย
โรคสมาธิสั้น (ADHD)
เด็กสมาธิสั้นบางคนมีพฤติกรรมแสวงหาสิ่งเร้า (sensory seeking) ที่คล้ายกับ SPD
ภาวะวิตกกังวลในเด็ก (Anxiety Disorder)
ความไวต่อสิ่งเร้าที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลเรื้อรัง
Dyspraxia หรือ Developmental Coordination Disorder
ความผิดปกติด้านการวางแผนการเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งในรูปแบบย่อยของ SPD
ด้วยเหตุนี้ การประเมินเด็กที่สงสัยว่ามี SPD จึงควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแยกแยะอาการเหล่านี้ออกจากกันได้อย่างละเอียด
การวินิจฉัยภาวะ Sensory Processing Disorder
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือแบบทดสอบเดียวที่ใช้วินิจฉัย SPD ได้โดยตรง การประเมินมักทำโดยนักกิจกรรมบำบัดเด็ก (Pediatric Occupational Therapist) ซึ่งจะพิจารณาจาก
- การซักประวัติพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กอย่างละเอียดจากพ่อแม่ผู้ดูแล
- การสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ในสถานการณ์จริง
- การประเมินทักษะการเคลื่อนไหว การทรงตัว และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
- การแยกแยะอาการออกจากภาวะอื่นที่มีอาการซ้อนทับกัน เช่น ออทิสติกหรือสมาธิสั้น
แนวทางดูแลและการบำบัด
แม้ SPD จะไม่มี “วิธีรักษาให้หายขาด” แต่มีแนวทางที่ช่วยให้เด็กจัดการกับความไวต่อประสาทสัมผัสของตนเองได้ดีขึ้น โดยทีมสหวิชาชีพมักแนะนำ
- กิจกรรมบำบัดแบบ Sensory Integration Therapy เป็นการออกแบบกิจกรรมที่ค่อย ๆ ให้เด็กได้รับสิ่งเร้าในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อฝึกให้สมองปรับตัวและตอบสนองได้อย่างเหมาะสมขึ้น
- การปรับสภาพแวดล้อม เช่น ลดแสงจ้าหรือเสียงรบกวนในบ้าน เลือกเสื้อผ้าเนื้อนุ่มไม่มีป้ายเสียดสี
- การฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว
- การทำงานร่วมกับครอบครัวและโรงเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจและปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
การเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กปรับตัวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกมีสัญญาณของ SPD ควรปรึกษากุมารแพทย์พัฒนาการหรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 / 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood
แหล่งอ้างอิง
- Cleveland Clinic. Sensory Processing Disorder (SPD). https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/sensory-processing-disorder-spd
- WebMD. Sensory Processing Disorder: Causes, Symptoms, and Treatment. https://www.webmd.com/children/sensory-processing-disorder
- Medical News Today. Sensory processing disorders: Definition, symptoms, and more. https://www.medicalnewstoday.com/articles/sensory-processing-disorder
- Family Doctor. Sensory Processing Disorder (SPD). https://familydoctor.org/condition/sensory-processing-disorder-spd/
- Brain Balance Centers. Sensory Processing Disorder (SPD): Signs, Symptoms and Help. https://www.brainbalancecenters.com/blog/signs-and-symptoms-of-sensory-processing-disorder
- Wikipedia. Sensory processing disorder. https://en.wikipedia.org/wiki/Sensory_processing_disorder
- NCBI PMC. The Occurrence of the Sensory Processing Disorder in Children Depending on the Type and Time of Delivery: A Pilot Study. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9180069/
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. Sensory Processing Disorder เป็นโรคเดียวกับออทิสติกหรือไม่?
ไม่ใช่โรคเดียวกัน แต่พบร่วมกันได้บ่อย เด็กที่เป็นออทิสติกสเปกตรัมหลายคนมีปัญหาการประมวลผลประสาทสัมผัสร่วมด้วย ในขณะที่เด็กบางคนมี SPD โดยไม่มีภาวะออทิสติกเลย
2. อาการของ SPD เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่อายุเท่าไร?
โดยทั่วไปสัญญาณมักเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงวัยทารกหรือวัยหัดเดิน เช่น เด็กที่งอแงผิดปกติ ไม่ชอบให้สัมผัส หรือต่อต้านเนื้อสัมผัสอาหารบางชนิด และมักชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน
3. SPD สามารถหายเองได้หรือไม่ เมื่อเด็กโตขึ้น?
4. ใครคือผู้เชี่ยวชาญที่ควรพาลูกไปพบเมื่อสงสัยว่ามี SPD?
ควรเริ่มจากกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก หรือปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเด็ก (Pediatric Occupational Therapist) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินและบำบัดการประมวลผลประสาทสัมผัสโดยเฉพาะ
5. พ่อแม่สามารถช่วยลูกที่มี SPD ที่บ้านได้อย่างไรบ้าง?
สามารถเริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับความไวของลูก เช่น เลือกเสื้อผ้าเนื้อนุ่ม ลดเสียงรบกวน จัดกิจกรรมกระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามคำแนะนำของนักกิจกรรมบำบัด และสังเกตอาการอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับแผนการดูแลให้เหมาะสม