การสื่อสารกับเด็กพิเศษอาจมีช่วงเวลาที่พ่อแม่รู้สึกว่า “พูดแล้วลูกไม่เข้าใจ” “ถามแล้วไม่ตอบ” หรือ “พอลูกสื่อสารไม่ได้ก็เริ่มหงุดหงิดและอาละวาด” แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่อยากสื่อสารเสมอไป
สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กออทิสติก เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารล่าช้า หรือเด็กที่มีความต้องการด้านการสื่อสารซับซ้อน วิธีสื่อสารที่เหมาะสมอาจแตกต่างจากเด็กทั่วไป การปรับวิธีพูด สภาพแวดล้อม และช่องทางการสื่อสารให้เข้ากับเด็กจึงมีความสำคัญ
หัวใจสำคัญคือ “เราไม่ได้สื่อสารเพื่อให้ลูกทำตามเพียงอย่างเดียว แต่สื่อสารเพื่อช่วยให้ลูกเข้าใจและสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้”
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อช่วยผู้ปกครองทำความเข้าใจการสื่อสารกับเด็กพิเศษ ไม่สามารถใช้แทนการประเมินหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากกุมารแพทย์ นักแก้ไขการพูดและภาษา (Speech-Language Pathologist) นักกิจกรรมบำบัด หรือผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเด็กได้
อ่านต่อ การเลี้ยงดูเด็กพิเศษ (Parenting)
เด็กพิเศษอาจมีความแตกต่างด้านการสื่อสารอย่างไร?
คำว่า “เด็กพิเศษ” ครอบคลุมเด็กหลายกลุ่มและแต่ละคนมีจุดแข็ง ความต้องการ และรูปแบบการสื่อสารแตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่มีเทคนิคเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน
เด็กบางคนอาจพูดได้ดีแต่มีความยากลำบากในการสนทนา การเข้าใจบริบท หรือการแสดงความรู้สึก ขณะที่เด็กบางคนอาจใช้คำพูดได้น้อยหรือไม่สามารถใช้คำพูดเพื่อสื่อสารความต้องการได้
ในเด็กออทิสติก ความแตกต่างด้านการสื่อสารทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นหนึ่งในลักษณะที่พบได้ โดยความสามารถของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า
“ทำอย่างไรให้ลูกพูดเหมือนเด็กคนอื่น?”
อาจเปลี่ยนเป็น
“ทำอย่างไรให้ลูกมีวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับตัวเขามากที่สุด?”
แนวคิดนี้ช่วยให้พ่อแม่มองการสื่อสารในวงกว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการพูดด้วยคำพูดเท่านั้น
8 เทคนิคการสื่อสารกับเด็กพิเศษที่พ่อแม่สามารถนำไปใช้ได้
1. ใช้ประโยคสั้น กระชับ และตรงประเด็น
เด็กบางคนอาจประมวลผลภาษาที่ซับซ้อนได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อกำลังเหนื่อย ตื่นเต้น หรือมีสิ่งเร้ารอบตัวจำนวนมาก
แทนที่จะพูดว่า
“ลูกช่วยเก็บของเล่นทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยไปกินข้าวกัน เพราะใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว”
ลองแบ่งเป็นขั้นตอนสั้น ๆ เช่น
“เก็บของเล่นก่อน”
“เสร็จแล้วไปกินข้าว”
จากนั้นให้เวลาเด็กประมวลผลคำสั่งก่อนพูดซ้ำ
หลักง่าย ๆ คือ 1 ครั้ง พยายามสื่อสาร 1 เรื่องสำคัญ
ไม่จำเป็นต้องพูดดังหรือพูดซ้ำหลายครั้ง เพราะการเพิ่มจำนวนคำไม่ได้แปลว่าเด็กจะเข้าใจมากขึ้น
2. พูดพร้อมกับแสดงให้เห็น
การสื่อสารไม่ได้มีเพียงเสียงพูด เด็กบางคนเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้นเมื่อมีภาพ สิ่งของจริง ท่าทาง หรือการสาธิตประกอบ
ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้ลูกใส่รองเท้า อาจพูดว่า
“ใส่รองเท้า”
พร้อมกับหยิบรองเท้าให้เด็กเห็น
หรือหากกำลังสอนกิจวัตรประจำวัน อาจใช้รูปภาพเรียงตามลำดับ เช่น
ตื่นนอน → แปรงฟัน → แต่งตัว → กินข้าว → ไปโรงเรียน
การใช้ Visual Support หรือสื่อช่วยมองเห็นสามารถนำมาใช้ประกอบคำพูดและกิจวัตรต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เข้าใจข้อมูลจากภาพได้ดี
อ่านต่อ Positive Parenting คืออะไร? และนำมาใช้กับเด็กพิเศษอย่างไร
3. ให้เวลาลูกตอบ อย่ารีบพูดแทน
เมื่อถามคำถามแล้วเด็กไม่ตอบทันที พ่อแม่อาจเผลอถามซ้ำหรือพูดคำตอบแทนลูก
ลองเปลี่ยนเป็นการ หยุดและรอ
เช่น
พ่อ: “ลูกอยากกินอะไร?”
(รอสักครู่)
หากลูกชี้ไปที่กล้วย
พ่อ: “ลูกอยากกินกล้วยใช่ไหม?”
การตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสารของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การชี้ การมอง การทำท่าทาง หรือการใช้รูปภาพ ล้วนมีความสำคัญ
ASHA แนะนำให้ผู้ดูแลตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสารของเด็กและไม่ขัดจังหวะเพื่อแก้ไขคำพูดทุกครั้ง เพราะเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้เด็กสื่อสารได้อย่างมั่นใจ
- ตื่นนอน–แปรงฟัน–กินข้าว–ไปโรงเรียน ในลำดับเดิมทุกวัน
- ใช้รูปภาพหรือการ์ดแทนคำพูดสำหรับเด็กที่ยังพูดไม่ได้
- เตือนล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนกิจกรรม 5 นาที และ 2 นาที
- ลดสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็น เช่น เสียงทีวี แสงจ้า ของเล่นเกลื่อนพื้น
4. ไม่จำเป็นต้องแก้คำพูดของลูกทุกครั้ง
หากลูกพูดผิดหรือออกเสียงไม่ชัด พ่อแม่อาจอยากให้ลูกพูดตามทันที แต่การแก้ไขบ่อยเกินไปอาจทำให้การสื่อสารกลายเป็นสถานการณ์ที่เด็กกังวล
ตัวอย่าง
ลูก: “เอานม”
พ่อแม่: “นมครับ พูดว่านมครับ”
ลูก: “นม”
สามารถใช้การ พูดขยายอย่างเป็นธรรมชาติ แทน เช่น
ลูก: “เอานม”
พ่อแม่: “ได้เลย ลูกอยากดื่มนม”
เด็กจึงได้ยินรูปแบบภาษาที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกว่าทุกครั้งที่พูดจะต้องถูกทดสอบ
5. ใช้สิ่งที่ลูกสนใจเป็นจุดเริ่มต้น
ถ้าลูกชอบรถ ไดโนเสาร์ การ์ตูน ลูกบอล หรือกิจกรรมบางอย่าง ให้ใช้สิ่งนั้นเป็นโอกาสในการสร้างการสื่อสาร
ตัวอย่างเช่น ลูกชอบรถมาก
แทนที่จะถามคำถามต่อเนื่องว่า
“นี่รถอะไร?”
“รถสีอะไร?”
“รถวิ่งที่ไหน?”
ลองนั่งเล่นรถไปด้วยกันและพูดสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น
“รถมาแล้ว”
“รถวิ่ง”
“รถหยุด”
“ไปเร็ว!”
เมื่อเด็กเริ่มสนใจและมีส่วนร่วม จึงค่อยสร้างโอกาสให้เด็กสื่อสารเพิ่มเติม
แนวทางที่เน้นการติดตามความสนใจของเด็กและสร้างโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันเป็นหนึ่งในแนวทางที่ถูกกล่าวถึงในคำแนะนำเกี่ยวกับการสนับสนุนการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติก
6. เปิดโอกาสให้ลูกสื่อสารด้วยหลายวิธี
การสื่อสารไม่ได้หมายถึง “การพูด” เท่านั้น
เด็กอาจสื่อสารด้วย
- การชี้
- การพยักหน้า
- การส่ายหน้า
- สีหน้า
- ท่าทาง
- ภาษามือ
- รูปภาพ
- กระดานสื่อสาร
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- AAC หรือ Augmentative and Alternative Communication
AAC เป็นระบบหรือวิธีการสื่อสารที่ช่วยเสริมหรือทดแทนการพูดและภาษา โดยอาจใช้ตั้งแต่ท่าทางและสัญลักษณ์ ไปจนถึงกระดานรูปภาพหรืออุปกรณ์สร้างเสียง
สิ่งสำคัญคือไม่ควรคิดว่าเด็กต้อง “พูดให้ได้ก่อน” จึงจะมีสิทธิ์ใช้ AAC
ASHA ระบุว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อกีดกันเด็กจากการเข้าถึง AAC และควรพิจารณาวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน
7. ทำให้สิ่งที่ต้องการสื่อสารคาดเดาได้
เด็กบางคนรับมือกับสถานการณ์ได้ง่ายขึ้นเมื่อรู้ว่า “กำลังจะเกิดอะไรขึ้น”
พ่อแม่สามารถใช้
- ตารางกิจวัตร
- รูปภาพ
- การบอกล่วงหน้า
- Timer
- First–Then
- Social Story
- การเตือนก่อนเปลี่ยนกิจกรรม
ตัวอย่างเช่น
“เล่นอีก 5 นาที แล้วอาบน้ำ”
หรือใช้รูปภาพ
เล่น → อาบน้ำ → กินข้าว
แทนการเปลี่ยนกิจกรรมทันทีโดยไม่เตือน
วิธีนี้อาจช่วยลดความสับสนและสร้างความคาดเดาได้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความยากลำบากกับการเปลี่ยนกิจกรรมหรือสถานการณ์ใหม่ ๆ
8. มองพฤติกรรมว่าอาจเป็น “การสื่อสาร”
เมื่อเด็กตะโกน ร้องไห้ ผลักของ หรือปฏิเสธกิจกรรม พ่อแม่อาจมองว่าเป็น “พฤติกรรมไม่ดี” ทันที
แต่ในบางสถานการณ์ พฤติกรรมอาจเป็นช่องทางที่เด็กใช้สื่อสารเมื่อยังไม่สามารถบอกสิ่งที่ต้องการได้
เช่น
ร้องไห้ → “ไม่เอา”
ผลักจาน → “ไม่กิน”
ดึงมือพ่อแม่ → “ช่วยหน่อย”
วิ่งหนี → “ไม่อยากอยู่ตรงนี้”
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรปล่อยให้เด็กทำทุกอย่าง แต่ช่วยให้พ่อแม่หยุดและถามว่า
“ลูกกำลังพยายามบอกอะไรเรา?”
CDC ระบุว่าพฤติกรรมของเด็กสามารถเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร และการตอบสนองของผู้ใหญ่มีส่วนต่อการเรียนรู้พฤติกรรมของเด็ก
อ่านต่อ การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษ เข้าใจสาเหตุและช่วยลูกอย่างเหมาะสม
เทคนิคสื่อสารเมื่อลูกกำลังอารมณ์เสีย
ช่วงที่เด็กกำลังร้องไห้ โกรธ หรือมีอารมณ์รุนแรง อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะกับการอธิบายเหตุผลยาว ๆ
ลองใช้หลัก
ลดคำพูด → ลดสิ่งเร้า → เพิ่มความปลอดภัย → รอให้สงบ → ค่อยสื่อสาร
ตัวอย่างเช่น
“แม่อยู่ตรงนี้”
“ปลอดภัยนะ”
“พักก่อน”
“พร้อมแล้วค่อยคุยกัน”
หลีกเลี่ยงการถามคำถามหลายข้อพร้อมกัน เช่น
“ทำไมถึงทำแบบนี้?”
“บอกแม่สิว่าเป็นอะไร?”
“ทำไมไม่ฟัง?”
“จะหยุดร้องไหม?”
เพราะในช่วงที่เด็กมีอารมณ์สูง การรับข้อมูลและการใช้ภาษาอาจทำได้ยากกว่าปกติ
หากลูกมีอาการอาละวาดเป็นประจำ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ วิธีรับมือเมื่อลูกอาละวาด (Tantrum) อย่างปลอดภัยและเข้าใจลูก
การสื่อสารกับเด็กพิเศษในชีวิตประจำวัน ทำอย่างไรให้ไม่กลายเป็น “การฝึก”
การสื่อสารที่ดีไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะตอนทำกิจกรรมฝึกทักษะ
พ่อแม่สามารถสร้างโอกาสในการสื่อสารระหว่างกิจวัตรประจำวัน เช่น
ตอนกินข้าว
พูดคำง่าย ๆ เช่น
- “เอาอีกไหม?”
- “น้ำหรือ นม?”
- “อร่อยไหม?”
- “หมดแล้ว”
ตอนแต่งตัว
- “เสื้อ”
- “กางเกง”
- “ถุงเท้า”
- “ใส่ก่อน”
- “เสร็จแล้ว”
ตอนอาบน้ำ
- “เปิดน้ำ”
- “สบู่”
- “ล้างผม”
- “เสร็จแล้ว”
ตอนเล่น
- “รถไป”
- “หยุด”
- “อีกครั้ง”
- “เอาอีกไหม?”
การพูดในบริบทจริงทำให้เด็กเรียนรู้ว่าการสื่อสารมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงคำตอบที่ต้องพูดเพื่อให้ผ่านแบบฝึกหัด
การนำการสื่อสารไปเชื่อมกับกิจวัตรยังสามารถต่อยอดไปสู่ การฝึกทักษะชีวิตประจำวันสำหรับเด็กพิเศษ ได้อีกด้วย
ถ้าลูกพูดไม่ได้ ควรทำอย่างไร?
คำตอบสำคัญคือ อย่ารอให้เด็กพูดได้ก่อนจึงเริ่มสอนการสื่อสาร
เป้าหมายแรกควรเป็นการทำให้เด็กสามารถสื่อสารความต้องการ ความรู้สึก การปฏิเสธ การเลือก และความคิดเห็นของตัวเองได้
หากเด็กพูดได้น้อยหรือไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดได้ อาจพิจารณารูปแบบการสื่อสารอื่น เช่น รูปภาพ ท่าทาง ภาษามือ หรือ AAC โดยควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
สิ่งสำคัญคือ อย่าคิดว่า AAC เป็นการทำให้เด็กไม่ยอมพูด เพราะ AAC มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เด็กมีช่องทางในการสื่อสารที่ตอบสนองความต้องการของเขา
พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกไม่ยอมสบตา?
การสบตาไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวว่าเด็ก “กำลังฟัง” หรือ “กำลังสื่อสาร”
เด็กบางคนอาจฟังและรับข้อมูลได้โดยไม่ได้มองหน้าผู้พูดตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็กที่มีความแตกต่างด้านการประมวลผลทางประสาทสัมผัสหรือการสื่อสารทางสังคม
ดังนั้นแทนที่จะบังคับว่า
“มองตาแม่ก่อนแล้วค่อยพูด”
ลองโฟกัสที่
- เด็กหันมาสนใจหรือไม่
- เด็กตอบสนองต่อคำพูดหรือไม่
- เด็กใช้ท่าทางหรือวิธีอื่นในการสื่อสารหรือไม่
- เด็กสามารถทำกิจกรรมร่วมกับเราได้หรือไม่
เป้าหมายควรเป็น การสื่อสารที่มีความหมายและการมีส่วนร่วม มากกว่าการบังคับพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
อ่านต่อ วิธีเลี้ยงเด็กพิเศษ
สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงในการสื่อสารกับเด็กพิเศษ
❌ พูดซ้ำ ๆ ด้วยเสียงดังขึ้น
ถ้าเด็กยังไม่เข้าใจ การพูดคำเดิมดังขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
❌ ถามคำถามติดกันหลายข้อ
ให้เวลาลูกประมวลผลและตอบกลับ
❌ บังคับให้พูดตามทุกครั้ง
การเลียนแบบคำพูดไม่ควรเป็นเป้าหมายเดียวของการสื่อสาร
❌ แก้คำพูดทุกคำ
ให้ความสำคัญกับความพยายามในการสื่อสารและความหมายที่เด็กต้องการสื่อ
❌ คิดว่าการอาละวาดคือการดื้อเสมอไป
ลองสำรวจว่ามีความต้องการ ความไม่สบาย ความเหนื่อย สิ่งเร้า หรือความยากในการสื่อสารอยู่เบื้องหลังหรือไม่
❌ ใช้วิธีที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
โดยเฉพาะวิธีที่อ้างว่าสามารถทำให้เด็กที่มีความบกพร่องด้านการสื่อสาร “สื่อสารได้” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ตัวอย่างเช่น ASHA ระบุว่า Facilitated Communication (FC) เป็นวิธีที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและไม่ควรนำมาใช้
การสื่อสารที่ดี เริ่มจากการเข้าใจ “ภาษาของลูก”
เด็กทุกคนมีวิธีแสดงความต้องการแตกต่างกัน
บางคนพูดว่า
“อยากกินน้ำ”
บางคนอาจชี้ไปที่แก้ว
บางคนเดินไปที่ตู้เย็น
บางคนร้องไห้เมื่อกระหาย
และบางคนอาจใช้รูปภาพหรืออุปกรณ์ AAC
หน้าที่ของพ่อแม่จึงไม่ใช่เพียงสอนให้ลูกพูด แต่คือ ช่วยให้ลูกมีวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเหมาะกับความสามารถของตัวเอง
เมื่อเด็กมีช่องทางในการบอกว่า
“ต้องการ” “ไม่ต้องการ” “ชอบ” “ไม่ชอบ” “ช่วยด้วย” “เจ็บ” “เหนื่อย” หรือ “ขอพัก”
การใช้ชีวิตประจำวันก็มีโอกาสง่ายขึ้นทั้งสำหรับเด็กและครอบครัว
และเมื่อการสื่อสารดีขึ้น การจัดการอารมณ์ พฤติกรรม การสร้างวินัย และการฝึกทักษะชีวิตประจำวันก็สามารถเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
ดูเพิ่มเติมเรื่อง การสร้างวินัยเด็กพิเศษด้วยวิธีที่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก
เทคนิคการสื่อสารกับเด็กพิเศษที่ควรเริ่มทำวันนี้
หากต้องเลือกเพียงไม่กี่ข้อเพื่อเริ่มต้น ลองจำหลัก “สั้น ชัด รอ ดู และตอบสนอง”
- พูดสั้นและชัดเจน
- ใช้ภาพ ท่าทาง หรือสิ่งของช่วยเมื่อจำเป็น
- ให้เวลาลูกตอบ
- ตอบสนองต่อความพยายามในการสื่อสารทุกแบบ
- ใช้สิ่งที่ลูกสนใจเป็นจุดเริ่มต้น
- เปิดโอกาสให้ใช้ AAC หรือวิธีสื่อสารอื่นเมื่อเหมาะสม
- มองพฤติกรรมบางอย่างเป็นสัญญาณการสื่อสาร
- อย่าพยายามเปลี่ยนลูกให้เหมือนเด็กคนอื่น แต่ช่วยให้ลูกสื่อสารได้ดีที่สุดในแบบของเขา
การสื่อสารที่ดีไม่ได้เกิดจากการพูดให้มากขึ้น แต่เกิดจากการ เข้าใจว่าลูกกำลังพยายามสื่ออะไร และช่วยให้เขามีวิธีบอกเราได้ง่ายขึ้น
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 / 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood
แหล่งอ้างอิง
- CDC — Signs and Symptoms of Autism Spectrum Disorder: อธิบายลักษณะด้าน Social Communication และความแตกต่างของเด็กออทิสติก
https://www.cdc.gov/autism/signs-symptoms/index.html?utm_source=chatgpt.com - NICE — Autism: management of autism in children and young people: แนวทางที่กล่าวถึงการใช้ Visual Supports การตอบสนองต่อความพยายามสื่อสาร และการติดตามความสนใจของเด็ก
https://www.nice.org.uk/guidance/cg170/evidence/full-guideline-pdf-248641453 - ASHA — Tips for Parents and Caregivers: แนวทางสำหรับผู้ปกครอง เช่น ตอบสนองต่อความพยายามสื่อสาร ไม่ขัดจังหวะเพื่อแก้คำพูด และให้เด็กเข้าถึง AAC
https://www.asha.org/about/press-room/articles/tips-for-parents-and-caregivers-supporting-your-child-who-has-a-communication-disorder/?utm_source=chatgpt.com - ASHA — Augmentative and Alternative Communication (AAC): ข้อมูลเกี่ยวกับ AAC รูปแบบต่าง ๆ และหลักการพิจารณา AAC สำหรับเด็กที่มีความต้องการด้านการสื่อสาร
https://www.asha.org/Practice-Portal/Professional-Issues/Augmentative-and-Alternative-Communication/?utm_source=chatgpt.com - CDC — Treatment and Intervention for Autism Spectrum Disorder: ข้อมูลเกี่ยวกับ Speech/Language Therapy, AAC, Visual Instructions และการใช้ Social Stories
https://www.cdc.gov/autism/treatment/index.html?utm_source=chatgpt.com - ASHA — Autism Spectrum Disorder: ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Facilitated Communication และ Rapid Prompting Method ซึ่งไม่มีหลักฐานเพียงพอและไม่แนะนำ
https://www.asha.org/practice-portal/clinical-topics/autism/?utm_source=chatgpt.com
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. เด็กพิเศษพูดช้าควรฝึกพูดอย่างไร?
ควรเริ่มจากการสร้างโอกาสให้เด็กสื่อสารในสถานการณ์จริง เช่น การกิน การเล่น การแต่งตัว และกิจวัตรประจำวัน ใช้คำสั้น ๆ และตอบสนองต่อการสื่อสารทุกรูปแบบ หากเด็กมีความล่าช้าด้านภาษาอย่างต่อเนื่อง ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการพูดและภาษาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม
2. เด็กออทิสติกพูดไม่ได้ สามารถใช้ AAC ได้หรือไม่?
ได้ AAC สามารถใช้เพื่อเสริมหรือทดแทนการสื่อสารด้วยคำพูดได้ และอาจประกอบด้วยท่าทาง ภาษามือ รูปภาพ กระดานสื่อสาร หรืออุปกรณ์สร้างเสียง การเลือกวิธีควรพิจารณาจากความสามารถและความต้องการเฉพาะของเด็กและครอบครัว
3. ทำไมลูกถึงเข้าใจตอนพูด แต่บางครั้งเหมือนไม่ฟัง?
4. เวลาลูกอาละวาดควรพูดกับลูกอย่างไร?
ขณะเด็กกำลังมีอารมณ์รุนแรง ควรลดคำพูดที่ไม่จำเป็น ใช้ประโยคสั้น ๆ น้ำเสียงสงบ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน เมื่อเด็กสงบแล้วจึงค่อยพูดคุยและสอนวิธีสื่อสารความต้องการในครั้งต่อไป
5. ควรบังคับเด็กพิเศษให้สบตาหรือไม่?
ไม่ควรใช้การสบตาเป็นเป้าหมายเดียวของการสื่อสารหรือบังคับเด็กให้สบตา สิ่งสำคัญกว่าคือเด็กสามารถรับข้อมูล มีส่วนร่วม และสื่อสารความต้องการกับผู้อื่นได้อย่างมีความหมาย