เด็กพิเศษ คืออะไร
เนื้อหาหลัก

เด็กพิเศษ คืออะไร? มีกี่ประเภท? รู้จักลูกน้อยให้ลึกซึ้งกว่าเดิม | NTKGoodHealth

           หลายครอบครัวเคยได้ยินคำว่า “เด็กพิเศษ” ผ่านหูมาบ้าง แต่พอถามจริง ๆ ว่าเด็กพิเศษคืออะไร แบ่งเป็นกี่กลุ่ม กลับตอบไม่ถูก บางคนนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย บางคนนึกถึงเด็กอัจฉริยะ ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันนี้เองที่ทำให้พ่อแม่จำนวนไม่น้อยมองข้ามสัญญาณสำคัญของลูก หรือในทางกลับกัน กังวลเกินเหตุกับพฤติกรรมที่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการ

บทความนี้ NTKgoodhealth จะพาไปทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ “เด็กพิเศษ” (Special Needs) และประเภทต่าง ๆ ตามหลักวิชาการและเกณฑ์ที่หน่วยงานด้านสุขภาพจิตและการศึกษาของไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน และพร้อมส่งเสริมศักยภาพของเด็กแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

เด็กพิเศษ คืออะไร?

คำว่า “เด็กพิเศษ” เป็นคำย่อที่มาจาก “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Child with Special Needs หมายถึงกลุ่มเด็กที่ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ หรือการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพของตนเอง

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ คำว่าเด็กพิเศษไม่ได้หมายถึงเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเด็กที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าเกณฑ์ปกติด้วย เพียงแต่ในปัจจุบันสังคมมักใช้คำนี้กับกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องเป็นหลัก จนทำให้ความหมายดั้งเดิมถูกมองข้ามไป และนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเด็กพิเศษที่พบได้บ่อยในสังคมไทย

เด็กพิเศษ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

ตามแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นใช้อ้างอิง รวมถึงข้อมูลจากสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

กลุ่มนี้คือเด็กที่มีพัฒนาการหรือความสามารถโดดเด่นกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน แบ่งย่อยได้อีก 2 ลักษณะ คือ

  • เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง หรือเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งมักมีระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการเรียนรู้ที่รวดเร็ว
  • เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เช่น ด้านคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา แม้ระดับสติปัญญาโดยรวมจะไม่สูงเป็นพิเศษก็ตาม

จุดที่น่าสนใจคือ เด็กกลุ่มนี้มักไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจังเท่าที่ควร เพราะผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กเก่งอยู่แล้วสามารถดูแลตัวเองได้ ในความเป็นจริงเด็กกลุ่มนี้อาจเผชิญปัญหาความเบื่อหน่ายในห้องเรียน แยกตัว หรือมีภาวะซึมเศร้าได้ หากไม่ได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมกับศักยภาพ

เป็นกลุ่มที่คนทั่วไปมักนึกถึงเมื่อพูดถึง “เด็กพิเศษ” มากที่สุด โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จำแนกประเภทความบกพร่องไว้อย่างละเอียดถึง 9 ประเภท เพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนและให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุด ได้แก่

  1. บกพร่องทางการเห็น – ตั้งแต่ตาบอดสนิทไปจนถึงตาเห็นเลือนราง
  2. บกพร่องทางการได้ยิน – หูหนวกหรือหูตึงในระดับต่าง ๆ
  3. บกพร่องทางสติปัญญา – มีพัฒนาการหรือระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
  4. บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว – รวมถึงความพิการของแขน ขา หรือลำตัว
  5. บกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) – มีปัญหาด้านการอ่าน เขียน หรือคำนวณ ทั้งที่ระดับสติปัญญาปกติ
  6. บกพร่องทางการพูดและภาษา – สื่อสารลำบาก พูดไม่ชัด หรือฟังแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ
  7. บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ – เช่น เด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีปัญหาการควบคุมอารมณ์
  8. ออทิสติก (Autism Spectrum Disorder) – มีความบกพร่องด้านการสื่อสาร ทักษะทางสังคม และมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ เฉพาะตัว
  9. พิการซ้อน – มีความบกพร่องมากกว่าหนึ่งด้านร่วมกัน

หากอยากทราบว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเข้าข่ายกลุ่มนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ สาเหตุของการเกิดภาวะเด็กพิเศษ ซึ่งอธิบายปัจจัยทางพันธุกรรม การตั้งครรภ์ และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องไว้อย่างละเอียด

กลุ่มนี้ไม่ได้มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญา แต่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาตามศักยภาพ เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือครอบครัว เช่น เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลกลุ่มเด็กเปราะบางนี้

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่ สาเหตุการเกิดภาวะเด็กพิเศษ

ทำไมพ่อแม่จึงควรเข้าใจการแบ่งประเภทนี้

การเข้าใจว่าเด็กพิเศษไม่ได้มีแค่ภาพจำเดียว ช่วยให้พ่อแม่สังเกตสัญญาณของลูกได้แม่นยำขึ้น เด็กบางคนมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์แต่มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่สังเกตยาก เช่น เด็กสมาธิสั้นหรือเด็กที่มีภาวะออทิสติกในระดับไม่รุนแรง ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงเด็กซนหรือดื้อธรรมดา ต่างจากเด็กที่มีความพิการทางร่างกายซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า

นอกจากนี้ การแยกความเข้าใจระหว่าง “เด็กพิเศษ” กับ “เด็กพิการ” ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะแม้สองคำนี้จะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเดียวกันเสมอไป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ ความแตกต่างระหว่างเด็กพิเศษกับเด็กพิการ

          “เด็กพิเศษ” คือคำที่ครอบคลุมเด็กหลากหลายกลุ่มมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ทั้งเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ และเด็กด้อยโอกาส การเข้าใจประเภทและลักษณะของเด็กแต่ละกลุ่มอย่างถูกต้อง จะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู สามารถสังเกตสัญญาณได้ทันท่วงที และให้การส่งเสริมที่เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต. “เด็กพิเศษ.” https://th.rajanukul.go.th/preview-5033.html
  2. Hfocus.org. “รู้จัก ‘เด็กพิเศษ’ แบ่งออกกี่กลุ่ม โดยจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น.” https://www.hfocus.org/content/2024/01/29627
  3. MGR Online. “สังเกตอย่างไร แบบไหนเรียก ‘เด็กพิเศษ’.” สัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรินทร์ เสรี สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. https://mgronline.com/qol/detail/9660000090314
  4. วารสารการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. “เด็กพิเศษ ความหมาย ประเภท.” https://ejournals.swu.ac.th/index.php/ENEDU/article/download/5533/5178/18302

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ไม่ใช่คำเดียวกันเสมอไป เด็กพิเศษเป็นคำที่ครอบคลุมกว้างกว่า รวมถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กด้อยโอกาสด้วย ขณะที่เด็กพิการหมายถึงกลุ่มที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ความแตกต่างระหว่างเด็กพิเศษกับเด็กพิการ

สังเกตจากพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าวัย พฤติกรรมการเข้าสังคมที่ผิดปกติ ปัญหาด้านการสื่อสาร หรือการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับระดับสติปัญญา หากสงสัยควรพาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการหรือจิตแพทย์เด็กเพื่อประเมินอย่างละเอียด

ใช่ เด็กสมาธิสั้น (ADHD) จัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 ประเภทตามเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ

ต้องได้รับการดูแลเช่นกัน เพราะหากไม่ได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสมกับศักยภาพ เด็กกลุ่มนี้อาจรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียน แยกตัวจากสังคม หรือมีปัญหาทางอารมณ์ตามมาได้

ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและประเภทของความต้องการพิเศษ ปัจจุบันมีทั้งโรงเรียนเรียนร่วม (Inclusive Education) และโรงเรียนเฉพาะทางที่ออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละกลุ่ม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR