ทักษะการเข้าสังคม
เนื้อหาหลัก

การสร้างทักษะการเข้าสังคมในเด็กเล็ก คู่มือพ่อแม่ที่ครบครัน | NTKGoodHealth

ทักษะการเข้าสังคม ไม่ใช่สิ่งที่เด็กได้มาโดยธรรมชาติทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน — และพ่อแม่คือครูคนแรกที่ดีที่สุดของลูก”

ทำไมทักษะการเข้าสังคมถึงสำคัญมากสำหรับเด็กเล็ก

ลองนึกภาพเด็กอายุ 4 ขวบที่ไม่รู้จะขอยืมของเล่นเพื่อนอย่างไร หรือเด็ก 6 ขวบที่ร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติ — มันคือสัญญาณว่า ทักษะทางสังคม กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

งานวิจัยจาก American Academy of Pediatrics (AAP) ชี้ให้เห็นว่าเด็กที่มีทักษะการเข้าสังคมที่แข็งแกร่งในวัยเล็กมีแนวโน้มที่จะ

  • ประสบความสำเร็จทางวิชาการมากกว่าในระยะยาว
  • มีสุขภาพจิตที่ดีและความยืดหยุ่นทางอารมณ์สูงกว่า
  • สร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพทั้งกับเพื่อนและผู้ใหญ่
  • มีทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีกว่า

พูดง่าย ๆ คือ ทักษะการเข้าสังคมคือรากฐานของสุขภาพจิตและความสุขในชีวิตของลูก ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ การดูแลสุขภาพจิตเด็ก ในภาพรวม

พัฒนาการทางสังคมตามวัย ลูกของคุณอยู่ช่วงไหน?

ก่อนจะพัฒนาทักษะใด สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าลูกอยู่ในช่วงพัฒนาการไหน เพราะสิ่งที่ “ปกติ” ในวัย 2 ขวบ อาจน่าเป็นห่วงในวัย 5 ขวบ

วัย 0–2 ปี รากฐานของความผูกพัน

ในช่วงนี้ เด็กยังไม่มี “ทักษะการเข้าสังคม” ในแบบที่เราเข้าใจ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการสร้าง ความผูกพันที่ปลอดภัย (Secure Attachment) กับผู้ดูแล ซึ่งนักจิตวิทยา John Bowlby เรียกว่า “Attachment Theory” และถือเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ทั้งหมดในชีวิต

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

  • ตอบสนองต่อการร้องไห้อย่างสม่ำเสมอ
  • สบตา พูดคุย และยิ้มกับลูก
  • เล่นเกม “จ๊ะเอ๋” เพื่อฝึกการรับรู้การมีอยู่ของผู้อื่น

เด็กวัยนี้เพิ่งเริ่มเข้าใจว่าตัวเองแยกออกจากคนอื่น จึงมักเกิดพฤติกรรม “ของฉัน!” และการเล่นคู่ขนาน (Parallel Play) คือเล่นอยู่ใกล้คนอื่นแต่ยังไม่เล่นด้วยกัน นี่คือพัฒนาการที่ปกติมาก

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

  • ไม่บังคับให้แบ่งปัน แต่สอนแนวคิดการผลัดกัน (Taking Turns)
  • ใช้หนังสือนิทานอธิบายอารมณ์ต่าง ๆ
  • ให้เวลาเล่นกับเด็กคนอื่นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

ช่วงนี้เป็น “ช่วงทอง” ของการพัฒนาทักษะสังคม เด็กเริ่มเล่นร่วมกัน มีจินตนาการ และเริ่มเข้าใจว่าคนอื่นมีความคิดความรู้สึกที่ต่างจากตัวเอง (Theory of Mind) งานวิจัยจาก Harvard Center on the Developing Child ระบุว่านี่คือหน้าต่างพัฒนาการที่สำคัญที่สุด

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

  • สนับสนุนการเล่นสมมติ (Pretend Play)
  • ฝึกพูดคุยเรื่องความรู้สึก ทั้งของลูกและของคนอื่น
  • ให้โอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ชมรมหรือเพลย์กรุ๊ป

เด็กวัยนี้เริ่มเข้าใจกฎที่ซับซ้อนขึ้น เช่น ความเป็นธรรม มิตรภาพ และการรักษาสัญญา ความขัดแย้งกับเพื่อนจะเกิดบ่อยขึ้น แต่นี่คือโอกาสเรียนรู้

7 ทักษะทางสังคมหลักที่เด็กต้องการ

1. การสื่อสาร ที่มากกว่าแค่การพูด

ทักษะการสื่อสารที่ดีในเด็กประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การพูด การฟัง และภาษากาย ซึ่งพ่อแม่หลายคนมักมุ่งเน้นแค่ส่วนแรก

วิธีฝึก

  • เล่นเกม “ส่งข่าว” ที่ฝึกการฟังและสื่อสารต่อ
  • ฝึก Active Listening โดยให้ลูกทวนสิ่งที่ได้ยิน
  • สอนให้มองสบตาขณะพูดคุย (โดยไม่บังคับจนกดดัน)

งานวิจัยจาก University of Michigan พบว่าระดับความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาอเมริกันลดลงถึง 40% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่เด็กขาดโอกาสฝึกฝนทักษะนี้ตั้งแต่เล็ก

วิธีฝึก

  • ถามลูกว่า “ถ้าเธอเป็นเพื่อนคนนั้น รู้สึกอย่างไร?”
  • ใช้หนังสือนิทานเป็นจุดเริ่มต้นสนทนาเรื่องความรู้สึก
  • เป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจในชีวิตประจำวัน

สิ่งนี้เชื่อมโยงกับ การส่งเสริมความมั่นใจในตัวเอง เพราะเด็กที่รู้จักตัวเองดีมักเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ดีกว่า

ความขัดแย้งกับเพื่อนไม่ใช่ปัญหา — มันคือโอกาสเรียนรู้ พ่อแม่ที่รีบเข้าไปแก้ปัญหาแทนลูกทุกครั้ง อาจกำลัง “ปล้น” โอกาสเรียนรู้ที่มีค่าที่สุด

กรอบ STAR สำหรับเด็ก

  • Stop – หยุดก่อนที่จะทำอะไร
  • Think – คิดว่าเกิดอะไรขึ้น
  • Ask – ถามว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร
  • Resolve – หาทางออกร่วมกัน

หนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับเด็กเล็กคือการขอเข้าร่วมกลุ่มเพื่อนที่กำลังเล่นอยู่แล้ว งานวิจัยจาก Dr. Janice Cohn นักจิตวิทยาเด็ก พบว่าเด็กที่ประสบความสำเร็จในการเข้ากลุ่มมักใช้กลยุทธ์ “สังเกตก่อน แล้วค่อยแทรก” แทนการบุกเข้าไปทันที

ขั้นตอนที่สอนลูกได้

  1. หยุดดูว่าเพื่อนกำลังทำอะไร
  2. หาจังหวะที่เหมาะสม ไม่ขัดจังหวะ
  3. เริ่มด้วยการแสดงความสนใจ เช่น “เล่นอะไรอยู่ครับ/ค่ะ?”
  4. เสนอตัวช่วยหรือร่วมเล่น

เด็กที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้มักมีปัญหาการเข้าสังคม เพราะเพื่อนจะหลีกเลี่ยงคนที่ “ระเบิด” บ่อยครั้ง ซึ่งหัวข้อนี้เชื่อมโยงกับ การรับมือกับความกลัวและความกังวล อย่างใกล้ชิด

เทคนิคง่าย ๆ ที่สอนลูกได้

  • “หายใจเข้า 4 วินาที หายใจออก 4 วินาที” (Box Breathing สำหรับเด็ก)
  • มีมุม “สงบใจ” ที่บ้านที่ลูกไปได้เมื่อรู้สึกล้นเกิน
  • สอนให้ “นับ 5” ก่อนตอบสนองเมื่อโกรธ

แม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่ทักษะนี้ต้องใช้การพัฒนาสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งยังพัฒนาไม่เต็มที่จนอายุ 25 ปี! ดังนั้นการที่เด็ก 2-3 ขวบไม่ยอมแบ่งของ ไม่ใช่ความ “เลว” แต่เป็นเรื่องของพัฒนาการสมอง

วิธีฝึก

  • ใช้นาฬิกาหรือ Timer ให้ผลัดกันเล่นอย่างเป็นรูปธรรม
  • ชื่นชมเมื่อลูกแบ่งปัน ไม่ใช่แค่ตำหนิเมื่อไม่แบ่ง
  • เล่นเกมที่ต้องผลัดกัน เช่น บอร์ดเกมหรือไพ่

ในโลกที่หลากหลายขึ้นทุกวัน ความสามารถในการเป็นเพื่อนกับคนที่ต่างจากตัวเองเป็นทักษะที่มีคุณค่ามาก

วิธีฝึก

  • อ่านหนังสือที่มีตัวละครหลากหลาย
  • พูดคุยเรื่องความแตกต่างอย่างตรงไปตรงมาและเชิงบวก
  • เปิดโอกาสให้ลูกพบปะเด็กจากพื้นเพที่แตกต่าง

สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมทักษะสังคม บ้านคือโรงเรียนแห่งแรก

พลังของการเล่นอิสระ

Dr. Stuart Brown นักจิตวิทยาและผู้ก่อตั้ง National Institute for Play เน้นย้ำว่า การเล่นอิสระ (Free Play) คือห้องปฏิบัติการทักษะสังคมที่ดีที่สุด เด็กที่มีเวลาเล่นอิสระอย่างเพียงพอจะเรียนรู้การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม และการสร้างกฎร่วมกันโดยธรรมชาติ

แนวทางการจัดพื้นที่บ้าน

  • มีพื้นที่สำหรับเล่นที่ปลอดภัยและไม่มีการตัดสิน
  • ลดการแทรกแซงของผู้ใหญ่ในการเล่น (เว้นแต่มีอันตราย)
  • จัดของเล่นที่กระตุ้นจินตนาการมากกว่าของเล่นสำเร็จรูป

งานวิจัยจาก Harvard Medical School พบว่าครอบครัวที่รับประทานอาหารร่วมกันอย่างสม่ำเสมอมีทักษะการสื่อสารที่ดีกว่า และเด็กมีปัญหาพฤติกรรมน้อยกว่า มื้ออาหารคือโอกาสฝึกการพูดคุย การฟัง และการรอคอย

เมื่อลูกมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม สัญญาณที่ควรสังเกต

ไม่ใช่ทุกอย่างที่น่ากังวล แต่บางสัญญาณควรได้รับความสนใจมากขึ้น

สัญญาณที่อาจต้องติดตาม

  • หลีกเลี่ยงการเล่นกับเด็กคนอื่นอย่างสม่ำเสมอ (ไม่ใช่แค่วันที่ไม่อยากเล่น)
  • มีปฏิกิริยารุนแรงผิดปกติต่อการถูกปฏิเสธ
  • ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนได้เลยหลังวัย 4-5 ขวบ
  • ไม่แสดงความสนใจคนอื่นหรืออารมณ์ของคนอื่น
  • ไม่สบตาเลยหลังวัย 1 ขวบ
  • ไม่ตอบสนองต่อชื่อของตัวเอง
  • ไม่เริ่มพูดหรือมีภาษาล่าช้ามากผิดปกติ
  • มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่รบกวนการเข้าสังคม

หากพ่อแม่สังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็กโดยเร็ว การได้รับความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ มีผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ จิตวิทยาและสุขภาพจิตเด็กเล็ก

บทบาทของพ่อแม่ โค้ช ไม่ใช่ผู้แก้ปัญหา

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพ่อแม่คือการอดทนมองลูก “ล้มเหลว” ทางสังคม โดยไม่รีบเข้าไปแก้ไข แต่นักจิตวิทยาเด็กส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ

3 บทบาทของพ่อแม่ในการพัฒนาทักษะสังคมลูก

1. โมเดล (Model) ลูกเรียนรู้จากการสังเกตพ่อแม่มากกว่าสิ่งที่พ่อแม่สอน แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณจัดการความขัดแย้งอย่างไร พูดขอโทษและขอบคุณอย่างจริงใจ

2. โค้ช (Coach) หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น (ไม่ใช่ระหว่างนั้น) ช่วยลูกสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นและอาจทำต่างออกไปได้อย่างไร

3. สนับสนุน (Support) สร้างโอกาสให้ลูกได้ฝึก จัดการนัดเพลย์เดต จัดกิจกรรมกลุ่ม และพาลูกไปในสภาพแวดล้อมสังคมที่หลากหลาย

  • การ Helicopter Parenting แทรกแซงความขัดแย้งของลูกทุกครั้ง ทำให้ลูกไม่ได้เรียนรู้
  • การบังคับให้แบ่งปัน ทำให้ลูกรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญ
  • การเปรียบเทียบ “ดูน้องสิ เขาเล่นกับเพื่อนได้ ทำไมหนูทำไม่ได้” ทำลายความมั่นใจ
  • การโฟกัสที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ สอนให้ลูก “ชนะ” มากกว่าให้เล่นด้วยกันอย่างสนุก

ความมั่นใจในตัวเองมีส่วนสำคัญมากต่อทักษะสังคม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การส่งเสริมความมั่นใจในตัวเอง

เทคโนโลยีและทักษะสังคม ความสมดุลที่ต้องหา

ในยุคที่เด็กเล็กเข้าถึง Tablet และสมาร์ทโฟนได้ง่ายมาก คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยที่สุดคือ “หน้าจอมีผลต่อทักษะสังคมลูกไหม?”

คำตอบ: มีผล แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้อย่างไร ไม่ใช่แค่ใช้แค่ไหน

AAP แนะนำ

  • เด็กต่ำกว่า 18 เดือน หลีกเลี่ยงหน้าจอทั้งหมด (ยกเว้น Video Call กับครอบครัว)
  • อายุ 18–24 เดือน ถ้าจะใช้ ให้พ่อแม่ดูด้วยและอธิบาย
  • อายุ 2–5 ปี ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน เนื้อหาคุณภาพสูง
  • อายุ 6 ปีขึ้นไป กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ

ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ สิ่งที่ถูกแทนที่ — หากหน้าจอแทนที่เวลาเล่นกับเพื่อนและเวลาครอบครัว นั่นคือปัญหา แต่ถ้าใช้เป็น “เครื่องมือ” หลังจากใช้เวลาสังคมเพียงพอแล้ว ผลกระทบจะน้อยกว่ามาก

หน้าจอก่อนนอนมีผลต่อคุณภาพการนอนด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ปัญหาการนอนและวิธีแก้

กิจกรรมสร้างทักษะสังคมที่ทำได้ที่บ้านวันนี้

สำหรับเด็กอายุ 2–4 ปี

ตารางกิจกรรมทักษะสังคมเด็ก
สำหรับเด็กอายุ 2–4 ปี
กิจกรรม ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้
เล่นสมมติบทบาท
(หมอ-คนไข้ ครู-นักเรียน)
ความเห็นอกเห็นใจ
มุมมองคนอื่น
20–30 นาที
เล่นโดมิโน / เกมผลัดกัน การรอคอย
กฎสังคม
15–20 นาที
อ่านนิทานแล้วถามว่า
“ตัวละครรู้สึกอย่างไร?”
ความเห็นอกเห็นใจ
ภาษาอารมณ์
15–20 นาที
ปั้นดินน้ำมันร่วมกับเพื่อน การแบ่งปัน
การสื่อสาร
30 นาที

สำหรับเด็กอายุ 5–7 ปี

สำหรับเด็กอายุ 5–7 ปี
กิจกรรม ทักษะที่ได้ เวลาที่ใช้
บอร์ดเกมง่าย ๆ
(Snakes & Ladders, UNO)
การจัดการอารมณ์เมื่อแพ้
กฎสังคม
30–45 นาที
โปรเจกต์กลุ่มง่าย ๆ
(สร้างบล็อก วาดภาพร่วมกัน)
การเจรจา
การประนีประนอม
30–60 นาที
ช่วยงานบ้านร่วมกัน ความรับผิดชอบต่อกลุ่ม 15–30 นาที
แสดงละครสั้น ๆ การสื่อสาร
การอ่านอารมณ์
30–45 นาที

ทักษะสังคมไม่ได้สอนได้ในวันเดียว

การสร้างทักษะการเข้าสังคมในเด็กเล็กเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา ต้องอาศัยความอดทน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีพ่อแม่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี

จำไว้ว่า เป้าหมายไม่ใช่การผลิตเด็กที่ “สมบูรณ์แบบทางสังคม” แต่คือการให้ลูกมีเครื่องมือ มีความมั่นใจ และมีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความซับซ้อนของความสัมพันธ์กับคนอื่น — ซึ่งเป็นทักษะที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ขั้นตอนถัดไปที่พ่อแม่ทำได้วันนี้

  1. สังเกตว่าลูกอยู่ในช่วงพัฒนาการทางสังคมใด
  2. เลือกทักษะ 1 ข้อที่คิดว่าลูกต้องการพัฒนามากที่สุด
  3. เริ่มต้นด้วยกิจกรรมง่าย ๆ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  4. เป็นแบบอย่างที่ลูกอยากเลียนแบบ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. American Academy of Pediatrics. (2023). Social and Emotional Development in Early Childhood. https://www.aap.org
  2. Bowlby, J. (1969). Attachment and Loss: Vol. 1. Attachment. Basic Books.
  3. Harvard Center on the Developing Child. (2022). The Science of Early Childhood Development. https://developingchild.harvard.edu
  4. Konrath, S. H., O’Brien, E. H., & Hsing, C. (2011). Changes in Dispositional Empathy in American College Students Over Time: A Meta-Analysis. Personality and Social Psychology Review, 15(2), 180–198.
  5. Brown, S. (2009). Play: How it Shapes the Brain, Opens the Imagination, and Invigorates the Soul. Avery.
  6. Cohn, J. (2001). Raising Compassionate, Courageous Children in a Violent World. Longstreet Press.
  7. Harvard Medical School. (2020). The Family Dinner Project: Research on Family Meals. https://thefamilydinnerproject.org
  8. American Academy of Pediatrics. (2023). Children and Media Tips from the American Academy of Pediatrics. https://www.aap.org/en/patient-care/media-and-children/

FAQ คำถามที่พบบ่อย

โดยทั่วไปถือว่าปกติ เด็กอายุ 2-3 ขวบมักเล่น “คู่ขนาน” คือเล่นอยู่ใกล้กันแต่ไม่ได้เล่นร่วมกันจริง ๆ การเล่นร่วมกันจะเริ่มเด่นชัดขึ้นในช่วง 3-4 ขวบ อย่างไรก็ตาม หากลูกไม่สนใจคนอื่นเลย ไม่สบตา หรือมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ควรปรึกษากุมารแพทย์

นี่เป็นเรื่องปกติมาก สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ วิธีที่ได้ผลคือ

  1. ยืนยันความรู้สึก “รู้ว่าแพ้แล้วหงุดหงิดนะ” ก่อน
  2. รอให้ลูกสงบก่อนสอน
  3. เล่นเกมบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกชินกับทั้งการแพ้และการชนะ

อย่าหลีกเลี่ยงเกมเพราะกลัวลูกร้องไห้ นั่นจะยิ่งทำให้ไม่ได้ฝึก

นักจิตวิทยาเด็กส่วนใหญ่แนะนำ ไม่ควรบังคับ แต่ควรสอนเรื่องการ “ผลัดกัน” แทน การบังคับให้แบ่งปันอาจทำให้ลูกรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองไม่สำคัญ ในทางกลับกัน ให้ใช้นาฬิกาหรือ Timer กำหนดเวลา และชื่นชมเมื่อลูกแบ่งปันเอง เด็กที่รู้สึกปลอดภัยว่าของจะได้คืนมักแบ่งปันได้ง่ายกว่า

ความขี้อาย (Shyness) เป็นลักษณะนิสัยที่ปกติและไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” แต่ถ้าความขี้อายนั้นส่งผลให้ลูก ทุกข์ทรมาน หรือ หลีกเลี่ยงสถานการณ์สังคมทั้งหมด จนกระทบชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็น Social Anxiety ที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สิ่งสำคัญคือไม่บังคับลูกทันที แต่ค่อย ๆ เปิดรับสถานการณ์ใหม่ทีละน้อย พร้อมกับ การส่งเสริมความมั่นใจในตัวเอง

กิจกรรมที่ดีที่สุดคือกิจกรรมที่ลูก สนใจจริง ๆ และมีเด็กวัยใกล้เคียงกัน เพราะแรงจูงใจภายในจะทำให้ลูกพยายามเข้าสังคมมากขึ้น ตัวอย่างที่ได้ผลดี ได้แก่ ชั้นเรียนดนตรีหรือศิลปะกลุ่มเล็ก, กีฬาทีม (ฟุตบอล ว่ายน้ำ), กิจกรรมละครเวที, ชมรมหนังสือสำหรับเด็ก และค่ายกิจกรรมช่วงปิดเทอม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการแข่งขันสูงเกินไปสำหรับเด็กเล็ก เพราะอาจสร้างความกดดันมากกว่าประโยชน์

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR