บำนาญและการวางแผนการเงินหลังเกษียณ
เนื้อหาหลัก

บำนาญและการวางแผนการเงินหลังเกษียณ สุขภาพไม่สะดุด ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ | NTKGoodHealth

การเกษียณไม่ใช่เพียงวันที่หยุดทำงาน แต่คือช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “รายได้ประจำ” ไปสู่การใช้เงินออม เงินบำนาญ และสวัสดิการที่มีอยู่ให้เพียงพอตลอดชีวิต ยิ่งคนไทยมีอายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย ค่าดูแลสุขภาพ และภาระหนี้ จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้า

การมี เงินบำนาญหลังเกษียณ ช่วยสร้างรายรับสม่ำเสมอ แต่ในหลายกรณีอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด การวางแผนการเงินจึงควรมองทั้งรายรับ รายจ่าย เงินสำรอง สวัสดิการสุขภาพ และแผนรับมือเหตุไม่คาดคิดควบคู่กัน

ทำไมต้องวางแผนการเงินหลังเกษียณ ตั้งแต่วันนี้?

หลังเกษียณ รายได้จากงานมักลดลงหรือหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายบางด้านกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปพบแพทย์ ค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือ และค่าดูแลระยะยาวเมื่อช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง

ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำให้ประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณไว้ราว 70–80% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ เป็นจุดเริ่มต้น แต่ควรปรับตามวิถีชีวิต ภาระหนี้ สุขภาพ และจำนวนคนในครอบครัวของแต่ละคน

ตัวอย่างเช่น หากก่อนเกษียณใช้เงินเดือนละ 30,000 บาท อาจตั้งเป้ารายจ่ายพื้นฐานหลังเกษียณไว้ประมาณ 21,000–24,000 บาทต่อเดือน แล้วบวกงบสำหรับค่ารักษา ฉุกเฉิน การซ่อมบ้าน หรือการช่วยเหลือสมาชิกครอบครัวเพิ่มเติม

อ่านต่อได้ที่ สวัสดิการผู้สูงอายุ (Rights & Financial Planning)

แหล่งรายได้หลังเกษียณมีอะไรบ้าง?

การมีรายได้จากหลายแหล่งช่วยลดความเสี่ยงที่ต้องพึ่งเงินก้อนเพียงอย่างเดียว โดยแหล่งเงินหลังเกษียณที่พบบ่อยมีดังนี้

แหล่งรายได้ ลักษณะรายได้ สิ่งที่ควรตรวจสอบ
เงินบำนาญประกันสังคม รายได้รายเดือนตามเงื่อนไขการเป็นผู้ประกันตน และระยะเวลาส่งเงินสมทบ ประวัติการส่งเงินสมทบและสิทธิของตนเอง
บำเหน็จหรือบำนาญข้าราชการ สิทธิสำหรับข้าราชการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อายุราชการ ฐานเงินเดือน และเงื่อนไขการเลือกสิทธิ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบจากนายจ้าง และผลตอบแทน ยอดเงิน สิทธิเมื่อออกจากงาน และแผนลงทุน
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เงินบำนาญสำหรับผู้มีสิทธิ โดยมีเงินสมทบจากรัฐบาลตามเกณฑ์ อายุ สถานะสวัสดิการเดิม และยอดเงินออมสะสม
เงินออมและการลงทุนส่วนตัว เงินฝาก กองทุนรวม ประกันบำนาญ หรือทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด สภาพคล่อง ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม และภาษี
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือจากภาครัฐตามคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ การลงทะเบียน และสิทธิซ้ำซ้อน
รายได้เสริม งานพาร์ตไทม์ งานที่ทำจากบ้าน หรือรายได้จากทรัพย์สิน สุขภาพ เวลา และความสม่ำเสมอของรายได้

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ที่ไม่มีสวัสดิการบำนาญจากนายจ้าง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการออมเพื่อวัยเกษียณ โดยผู้มีสิทธิสามารถออมได้ตั้งแต่ 50 บาท สูงสุด 30,000 บาทต่อปี และรัฐสมทบเงินออมตามช่วงอายุ สูงสุดไม่เกิน 1,800 บาทต่อปีตามเงื่อนไขของกองทุน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง เงินผู้สูงอายุ (เบี้ยยังชีพ) ใครมีสิทธิ ได้เท่าไร และลงทะเบียนอย่างไร

เริ่มวางแผนเกษียณด้วย 5 ขั้นตอน

การมีรายได้จากหลายแหล่งช่วยลดความเสี่ยงที่ต้องพึ่งเงินก้อนเพียงอย่างเดียว โดยแหล่งเงินหลังเกษียณที่พบบ่อยมีดังนี้

เริ่มจากบันทึกค่าใช้จ่ายจริงในปัจจุบัน แล้วแยกเป็น 3 กลุ่ม

  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น อาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย และของใช้ส่วนตัว
  • ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ค่ายา ค่าพบแพทย์ ค่าเบี้ยประกัน และค่าอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต ท่องเที่ยว งานอดิเรก ของขวัญ หรือกิจกรรมกับครอบครัว

อย่าลืมเผื่องบรายปีที่ไม่ได้จ่ายทุกเดือน เช่น ซ่อมบ้าน ต่อประกัน ช่วยเหลือลูกหลาน หรือค่ารักษาก้อนใหญ่ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้แผนการเงินสะดุดได้ง่าย

รวบรวมข้อมูลรายรับที่คาดว่าจะได้รับทุกเดือน ได้แก่ เงินบำนาญประกันสังคม บำนาญข้าราชการ รายได้จากกองทุน เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ใช้สูตรง่าย ๆ เพื่อดู “ช่องว่างทางการเงิน”

หากรายจ่ายเดือนละ 25,000 บาท แต่มีรายได้ประจำจากบำนาญและสวัสดิการรวม 15,000 บาท แปลว่ายังขาด 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต้องเตรียมจากเงินออม การลงทุน หรือรายได้เสริม

การคำนวณเงินเกษียณไม่ควรคิดเพียงว่า “มีเงินก้อนเท่าไร” แต่ต้องคิดว่าเงินก้อนนั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหน

ตัวอย่าง หากคาดว่าจะขาดเงินเดือนละ 10,000 บาท และต้องใช้เงินต่อเนื่อง 25 ปี

10,000×12×25=3,000,000 บาท

ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้น เพราะยังไม่รวมผลกระทบจากเงินเฟ้อ ผลตอบแทนการลงทุน ภาษี และค่าใช้จ่ายสุขภาพที่อาจสูงขึ้น จึงควรทบทวนแผนอย่างน้อยปีละครั้ง

เงินสำหรับใช้หลังเกษียณควรมีหลาย “กระเป๋า” เพื่อไม่ต้องขายสินทรัพย์ลงทุนในจังหวะที่ตลาดผันผวน

  • กระเป๋าใช้จ่ายประจำ เงินสำหรับรายจ่ายในช่วงใกล้ ๆ และการจ่ายบิลประจำเดือน
  • กระเป๋าฉุกเฉิน เงินสำรองสำหรับเจ็บป่วย ซ่อมบ้าน หรือเหตุจำเป็น
  • กระเป๋าเติบโตระยะยาว เงินลงทุนที่เหมาะกับระยะเวลา ความเสี่ยง และเป้าหมายของตนเอง

ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอแนวคิดให้มีเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินที่เข้าถึงง่ายประมาณ 2–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องและรองรับเหตุฉุกเฉิน

หนี้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของการเงินหลังเกษียณ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บ้านที่ยังผ่อนต่อเนื่อง ควรจัดลำดับชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเริ่มจ่ายไม่ไหว

การปรับโครงสร้างหนี้เร็วอาจช่วยลดค่างวดหรือขยายระยะเวลาชำระได้ ซึ่งดีกว่าปล่อยให้เกิดหนี้ค้างชำระและกระทบต่อสภาพคล่องในระยะยาว

เงินบำนาญอย่างเดียวพอหรือไม่?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายและภาระของแต่ละคน เงินบำนาญเป็นฐานรายได้ที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้มีเงินเข้าทุกเดือน แต่ยังควรมีเงินออมและแผนสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาระรักษาพยาบาล หนี้สิน หรือผู้ที่ต้องดูแลคู่สมรสและสมาชิกครอบครัว

แนวทางที่เหมาะสมคือใช้เงินบำนาญและสวัสดิการเป็นรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น ส่วนเงินออมและการลงทุนควรใช้รองรับค่าใช้จ่ายพิเศษ เหตุฉุกเฉิน และเป้าหมายคุณภาพชีวิตในระยะยาว

วางแผนค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาว

แม้มีสิทธิรักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่ผู้สูงอายุควรวางแผนสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจอยู่นอกเหนือสิทธิ เช่น ค่าห้องพิเศษ ค่าเดินทาง ค่าผู้ดูแล อุปกรณ์ช่วยเดิน การปรับปรุงบ้าน หรือการดูแลระยะยาวที่บ้าน

สิ่งที่ครอบครัวควรทำร่วมกัน ได้แก่

  • ตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุให้เป็นปัจจุบัน
  • เก็บเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ข้อมูลสิทธิรักษา รายชื่อยา และประวัติการแพ้ยาไว้เข้าถึงง่าย
  • ประเมินว่าใครจะเป็นผู้ดูแลหลัก และมีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลเท่าใด
  • กันเงินสำรองด้านสุขภาพแยกจากเงินใช้จ่ายประจำ
  • พูดคุยเรื่องแผนการดูแลในระยะยาวก่อนเกิดภาวะฉุกเฉิน

อย่าลืมเผื่องบรายปีที่ไม่ได้จ่ายทุกเดือน เช่น ซ่อมบ้าน ต่อประกัน ช่วยเหลือลูกหลาน หรือค่ารักษาก้อนใหญ่ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้แผนการเงินสะดุดได้ง่าย

อ่านต่อได้ที่ สิทธิรักษาพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ

ข้อควรระวังเมื่อบริหารเงินในวัยเกษียณ

ผู้สูงอายุและครอบครัวควรระวังข้อเสนอการลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูง การชักชวนให้โอนเงินด่วน หรือการขอข้อมูลส่วนตัวผ่านโทรศัพท์และข้อความ เพราะเงินเกษียณที่สูญเสียไปอาจกู้คืนได้ยาก

  • อย่าตัดสินใจลงทุนจากคำชวนที่เร่งรัดหรือรับประกันผลตอบแทน
  • ไม่เปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลบัญชีธนาคารให้ผู้อื่น
  • ตรวจสอบชื่อบริษัทและใบอนุญาตก่อนลงทุนทุกครั้ง
  • ปรึกษาบุตรหลานหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเรื่องเงินก้อนใหญ่
  • ทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้ และรายรับรายจ่ายที่ทุกคนในครอบครัวเข้าใจตรงกัน

นอกจากนี้ ควรวางแผนเรื่องทรัพย์สินและเจตนารมณ์ในการส่งต่อมรดกอย่างรอบคอบ เพื่อลดความขัดแย้งของคนในครอบครัวในอนาคต

เกษียณอย่างมั่นคง เริ่มจากเห็นภาพการเงินจริง

การวางแผนการเงินหลังเกษียณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการมีเงินมาก แต่เริ่มจากการรู้ว่าเรามีรายได้อะไรบ้าง ต้องใช้จ่ายเท่าไร มีหนี้เหลือเท่าใด และต้องเตรียมเงินสำหรับสุขภาพหรือเหตุฉุกเฉินมากแค่ไหน

ควรตรวจสอบสิทธิเงินบำนาญ สิทธิสวัสดิการ และเงินออมของตนเองเป็นระยะ พร้อมปรับแผนตามสุขภาพ รายได้ และสถานการณ์ครอบครัว การเริ่มวางแผนเร็ว แม้ออมได้ไม่มาก ก็ช่วยเพิ่มทางเลือกและความมั่นคงในวันเกษียณได้

สำหรับภาพรวมสิทธิและความช่วยเหลือจากภาครัฐ อ่านต่อที่ สิทธิประโยชน์จากภาครัฐสำหรับผู้สูงอายุ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 / 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. การเงินเพื่อวัยเกษียณ — ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) https://www.bot.or.th/th/satang-story/money-plan/retirement.html

  2. ออมอย่างไร ให้ได้บำนาญตลอดชีพ — กองทุนการออมแห่งชาติ https://www.nsf.or.th/node/785

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มทันทีที่มีรายได้ เพราะระยะเวลาที่นานขึ้นช่วยให้สะสมเงินได้ต่อเนื่องและมีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนใกล้เกษียณก็ยังเริ่มได้ โดยเน้นสำรวจรายรับรายจ่าย ลดหนี้ และเพิ่มเงินสำรองสภาพคล่อง

ไม่ควรสมมติว่าเพียงพอสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับประวัติการส่งเงินสมทบ รายได้เดิม ภาระหนี้ และค่าใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือน ควรนำจำนวนเงินบำนาญที่คาดว่าจะได้รับมาเปรียบเทียบกับรายจ่ายหลังเกษียณ แล้วออมเพิ่มเพื่อปิดช่องว่างทางการเงิน

ผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถพิจารณาออมผ่าน กอช. หากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ร่วมกับการออมเงินฝาก การลงทุนที่เข้าใจได้ และการสร้างรายได้จากทักษะหรือทรัพย์สินของตนเอง กอช. ให้สิทธิรับเงินบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปีตามเงื่อนไขกองทุน

ควรมีเงินที่ถอนใช้ได้ง่ายแยกจากเงินลงทุน โดยอาจเริ่มตั้งเป้าประมาณ 2–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน แล้วปรับเพิ่มตามภาระสุขภาพ หนี้สิน จำนวนคนที่ต้องดูแล และความมั่นคงของรายได้ประจำ

ไม่มีรูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง ความเสี่ยงที่รับได้ ระยะเวลาที่ต้องใช้เงิน และการกระจายความเสี่ยง ไม่ควรนำเงินจำเป็นสำหรับค่าครองชีพหรือค่ารักษาพยาบาลไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงโดยไม่เข้าใจความเสี่ยง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR