การจัดการอารมณ์และพฤติกรรม
เนื้อหาหลัก

การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษ เข้าใจลูก สื่อสาร และรับมืออย่างไรให้ได้ผล | NTKGoodHealth

          การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเป็นหนึ่งในความท้าทายที่พ่อแม่ของเด็กพิเศษต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเด็กออทิสติก เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น เด็กที่มีความล่าช้าด้านพัฒนาการ หรือเด็กที่มีความต้องการเฉพาะด้านอื่น ๆ

บางครั้งลูกอาจร้องไห้ กรีดร้อง ต่อต้าน ทำร้ายตัวเอง ขว้างของ ไม่ยอมทำตามคำสั่ง หรือมีอารมณ์รุนแรงเมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็ก “ดื้อ” หรือ “นิสัยไม่ดี” เสมอไป แต่พฤติกรรมอาจเป็นวิธีที่เด็กใช้สื่อสารความต้องการ ความเครียด ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกที่ยังอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

แนวทางที่มีประโยชน์จึงไม่ใช่เพียงการพยายาม “หยุดพฤติกรรม” แต่คือการทำความเข้าใจว่า พฤติกรรมนั้นกำลังบอกอะไรเรา และจะช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีแสดงออกที่เหมาะสมกว่าเดิมได้อย่างไร

บทความนี้จะพาไปดูแนวทาง การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษ ที่พ่อแม่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษคืออะไร?

การจัดการอารมณ์และพฤติกรรม คือ กระบวนการช่วยให้เด็ก

  • รู้จักสังเกตและเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง
  • เรียนรู้วิธีแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม
  • ค่อย ๆ พัฒนาความสามารถในการควบคุมอารมณ์
  • เข้าใจกฎและขอบเขต
  • เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
  • มีวิธีรับมือกับความผิดหวัง ความเครียด และการเปลี่ยนแปลง
  • สื่อสารความต้องการโดยไม่ต้องใช้พฤติกรรมรุนแรง

สำหรับเด็กพิเศษ เป้าหมายไม่ควรเป็นการทำให้เด็ก “ไม่แสดงอารมณ์” แต่เป็นการช่วยให้เด็กมีเครื่องมือในการรับมือกับอารมณ์ได้ดีขึ้นตามระดับพัฒนาการและความสามารถของแต่ละคน

CDC อธิบายว่าเด็กเล็กยังต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในการจัดการอารมณ์ และแนะนำแนวทาง Emotion Coaching ซึ่งประกอบด้วยการสังเกต เชื่อมโยง รับฟัง เรียกชื่ออารมณ์ และช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมที่ การเลี้ยงดูเด็กพิเศษ (Parenting)

ทำไมเด็กพิเศษจึงอาจมีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรม?

เด็กแต่ละคนมีสาเหตุแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าพฤติกรรมหนึ่ง ๆ เกิดจากสาเหตุเดียว

ตัวกระตุ้นที่พบได้ เช่น

เด็กอาจต้องการน้ำ อาหาร ของเล่น พัก หรือให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ยังไม่สามารถพูดหรือสื่อสารความต้องการได้

จึงอาจใช้การร้องไห้ ดึงมือผู้ใหญ่ กรีดร้อง หรือพฤติกรรมอื่นแทนคำพูด

การเปลี่ยนกิจกรรม เปลี่ยนสถานที่ หรือเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันอย่างกะทันหันอาจทำให้เด็กบางคนรู้สึกเครียด

การมี Routine ที่คาดเดาได้จึงช่วยให้เด็กรู้ว่า “ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น”

CDC ระบุว่ากิจวัตรและกฎที่สม่ำเสมอ ชัดเจน และคาดเดาได้ สามารถช่วยให้เด็กและผู้ปกครองรู้ว่าควรคาดหวังอะไรและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

บางครั้งพฤติกรรมไม่ได้เกิดจาก “ไม่ยอมเชื่อฟัง” แต่เด็กอาจอยู่ในภาวะที่รับข้อมูลมากเกินไป

เช่น

  • เสียงดัง
  • คนจำนวนมาก
  • แสงจ้า
  • สถานที่แปลกใหม่
  • กิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • นอนน้อย
  • หิว

ดังนั้น ก่อนถามว่า “ทำไมลูกดื้อ?” ลองถามว่า “ตอนนี้มีอะไรที่ทำให้ลูกรับมือไม่ไหวหรือเปล่า?”

หลักสำคัญ มองพฤติกรรมให้เป็นการสื่อสาร

หนึ่งในแนวคิดที่ช่วยเปลี่ยนวิธีมองพฤติกรรมของเด็กคือ

“พฤติกรรมคือรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร”

CDC ระบุว่าพฤติกรรมของเด็กสามารถเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารและเป็นโอกาสให้ผู้ใหญ่เชื่อมโยงกับเด็กได้

ตัวอย่างเช่น

พฤติกรรมที่เห็น สิ่งที่เด็กอาจกำลังสื่อ
ร้องให้เมื่อถึงเวลาหยุดเล่น “หนูยังไม่พร้อมหยุด”
ขว้างของ “หนูหงุดหงิดและไม่รู้จะบอกอย่างไร”
กรีดร้องในห้าง “หนูรับสิ่งรอบตัวไม่ไหวแล้ว”
ตีผู้ใหญ่ “หนูโกรธ/ไม่พอใจ แต่ยังคุมการตอบสนองไม่ได้”
ไม่ยอมทำกิจกรรม “กิจกรรมนี้ยากเกินไปหรือหนูไม่เข้าใจ”

นี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรปล่อยให้เด็กทำทุกอย่างตามต้องการ

แต่หมายความว่า เราควรค้นหาสาเหตุ พร้อมกับสอนขอบเขตและพฤติกรรมทางเลือกไปพร้อมกัน

7 วิธีจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษที่พ่อแม่ทำได้

เมื่อเด็กกำลังร้อง กรีดร้อง หรือแสดงพฤติกรรมรุนแรง พ่อแม่อาจรู้สึกโกรธ อาย หรือเครียดได้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่การตะโกนกลับมักไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้การควบคุมอารมณ์

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำให้เห็นด้วย

ลองพูดกับตัวเองว่า

“ตอนนี้แม่เริ่มเครียด แม่จะหยุดหายใจก่อน แล้วค่อยช่วยลูก”

การที่พ่อแม่แสดงให้เห็นว่าตัวเองสามารถหยุด พัก และกลับมาสงบได้ เป็นการสอนทักษะการกำกับอารมณ์ผ่านตัวอย่างจริง

เด็กบางคนรู้สึกโกรธ เสียใจ หรือกลัว แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกความรู้สึกนั้นว่าอะไร

พ่อแม่สามารถช่วยติดป้ายชื่อให้กับอารมณ์ เช่น

  • “หนูโกรธใช่ไหม?”
  • “แม่เห็นว่าหนูเสียใจ”
  • “หนูคงตกใจที่ของเล่นหาย”
  • “หนูไม่ชอบเสียงดังใช่ไหม?”

การตั้งชื่ออารมณ์ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเดาถูกทุกครั้ง หากเดาผิด ให้เปิดโอกาสให้เด็กแก้ไข

“ถ้าไม่ใช่โกรธ หนูรู้สึกอะไร บอกแม่ได้นะ”

วิธีนี้ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เชื่อมโยงระหว่าง ความรู้สึก → คำศัพท์ → การสื่อสาร

นี่เป็นหลักสำคัญของการจัดการอารมณ์

ยอมรับอารมณ์ ไม่ได้แปลว่ายอมรับทุกพฤติกรรม

ตัวอย่างเช่น

“หนูโกรธได้ แม่เข้าใจ แต่ตีแม่ไม่ได้”

หรือ

“หนูเสียใจที่ต้องกลับบ้าน แต่เราไม่ขว้างของนะ”

เด็กจึงได้เรียนรู้ว่า

อารมณ์ทุกชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ แต่พฤติกรรมบางอย่างยังมีขอบเขต

แนวทาง Positive Discipline ของ American Academy of Pediatrics ก็เน้นการตั้งกฎที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ พร้อมอธิบายผลตามมาอย่างสงบและเหมาะกับวัย

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม Positive Parenting เรียนรู้แนวทางการเลี้ยงดูที่เน้นความสัมพันธ์และการสอนมากกว่าการลงโทษ

ในช่วงที่เด็กกำลังมีอารมณ์รุนแรง ความสามารถในการรับข้อมูลอาจลดลง

การอธิบายยาว ๆ เช่น

“แม่บอกหนูตั้งหลายครั้งแล้วว่าถ้าหนูยังทำแบบนี้เราจะไม่ได้ไปเล่น แล้วทำไมหนูยังไม่ฟังอีก…”

อาจไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ลองเปลี่ยนเป็น

“แม่รู้ว่าหนูโกรธ”
“ตีไม่ได้”
“มานั่งตรงนี้กับแม่”
“พร้อมแล้วค่อยคุยกัน”

หากต้องการพัฒนาวิธีพูดกับลูกให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน อ่านเนื้อหาต่อได้ที่ เทคนิคการสื่อสารกับเด็กพิเศษ

อย่ารอให้เด็กทำผิดแล้วจึงให้ความสนใจ

เมื่อเห็นพฤติกรรมที่ต้องการ ให้ชมทันทีและบอกให้ชัดว่าเราชอบอะไร

แทนที่จะพูดว่า

“เก่งมาก”

ลองพูดว่า

“แม่เห็นว่าหนูรอคิวโดยไม่แซง เก่งมากเลย”

หรือ

“หนูโกรธแต่หนูบอกแม่ว่า ‘ไม่ชอบ’ แทนการตี แบบนี้ดีมาก”

CDC แนะนำการชมเชยแบบเฉพาะเจาะจง เพราะช่วยให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมใดที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก

สำหรับเด็กที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก การมีตารางกิจวัตรอาจช่วยลดความไม่แน่นอนได้

ตัวอย่างง่าย ๆ

ตื่นนอน → แต่งตัว → กินข้าว → แปรงฟัน → ไปโรงเรียน

หรือก่อนเปลี่ยนกิจกรรม

“อีก 5 นาทีเราจะเก็บของเล่นนะ”

จากนั้น

“อีก 1 นาทีจะถึงเวลาเก็บของแล้ว”

และเมื่อถึงเวลา

“หมดเวลาแล้ว เรามาเก็บด้วยกัน”

ความสม่ำเสมอและการเตือนล่วงหน้าสามารถช่วยให้เด็กเตรียมตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น

อ่านเนื้อเนื้อเพิ่มเติมได้ที่ การฝึกทักษะชีวิตประจำวัน การสร้างกิจวัตรและความเป็นอิสระของเด็ก

หากลูกมีพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ ลองบันทึกว่า ก่อนเกิดพฤติกรรมเกิดอะไรขึ้น

ตัวอย่าง

ก่อนเกิดพฤติกรรม พฤติกรรม หลังเกิดพฤติกรรม
แม่บอกให้หยุดเล่น ร้องให้ ได้เล่นต่อ
ต้องไปอาบน้ำ กรีดร้อง ผู้ใหญ่พูดปลอบนาน
อยู่ในสถานที่เสียงดัง ปิดหู/ร้อง พาออกจากสถานที่
ต้องทำงานที่ยาก ขว้างอุปกรณ์ ผู้ใหญ่หยุดกิจกรรม

การสังเกตแบบนี้ช่วยให้พ่อแม่มองเห็น “รูปแบบ” มากกว่ามองเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

วิธีรับมือเมื่อลูกอาละวาด (Tantrum)

Tantrum หรือการอาละวาดพบได้ในเด็ก โดยเฉพาะช่วงวัยที่เด็กยังพัฒนาความสามารถในการจัดการความรู้สึกและความต้องการของตนเอง

AAP ระบุว่า Tantrum เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการในเด็ก และแนะนำให้พ่อแม่ให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่ดี ใช้ทางเลือกเล็ก ๆ ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ และคำนึงถึงปัจจัยอย่างความหิวหรือความเหนื่อยที่อาจกระตุ้นอารมณ์

เมื่อลูกเริ่มอาละวาด ลองใช้หลัก “สงบ–ปลอดภัย–สั้น–สม่ำเสมอ”

ลดน้ำเสียงและคำพูดที่ไม่จำเป็น

 

นำสิ่งของอันตรายออกจากบริเวณ และป้องกันการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

พูดประโยคสั้น ๆ เช่น

“แม่อยู่ตรงนี้”
“หนูโกรธได้ แต่ตีไม่ได้”

อย่าเปลี่ยนกฎทุกครั้งเพียงเพราะเด็กกำลังร้องไห้

หลังเด็กสงบแล้วจึงค่อยกลับมาสอนว่า ครั้งหน้าสามารถบอกความต้องการอย่างไร

การสร้างวินัยเด็กพิเศษควรทำอย่างไร?

การสร้างวินัยไม่ใช่การทำให้เด็กกลัวพ่อแม่

เป้าหมายคือช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า

  1. กฎคืออะไร
  2. ทำไมจึงมีกฎ
  3. ถ้าทำไม่ได้ควรทำอย่างไรแทน
  4. เมื่อทำผิดจะเกิดผลตามมาอย่างไร
  5. ครั้งหน้าควรเลือกพฤติกรรมแบบไหน

ตัวอย่าง

ไม่ควรพูดเพียง

“ห้ามขว้างของ!”

แต่ควรสอนทางเลือกด้วย

“ของเล่นไม่ใช่ของสำหรับขว้าง ถ้าอยากขว้าง เราใช้ลูกบอลได้”

กฎที่ดีควร ชัดเจน สั้น สม่ำเสมอ และเหมาะกับความสามารถของเด็ก

CDC แนะนำให้กฎครอบครัวระบุพฤติกรรมที่คาดหวังอย่างชัดเจน และให้ผู้ดูแลทุกคนใช้กฎเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ

อ่านต่อได้ที่ การสร้างวินัยเด็กพิเศษ

Positive Parenting ช่วยเรื่องพฤติกรรมได้อย่างไร?

Positive Parenting ไม่ได้หมายถึงการตามใจเด็ก

แต่เป็นแนวทางที่เน้น

  • ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
  • การสื่อสาร
  • การสอนพฤติกรรมที่เหมาะสม
  • การตั้งขอบเขต
  • การให้ความสนใจเชิงบวก
  • การชมพฤติกรรมที่ดี
  • การใช้ผลตามมาอย่างเหมาะสม

AAP แนะนำ Positive Discipline ที่เน้นการสอนเด็กให้รู้จักพฤติกรรมที่เหมาะสม การกำหนดขอบเขต และการเป็นแบบอย่าง มากกว่าการใช้ความรุนแรง

ดังนั้น การเลี้ยงดูแบบ Positive Parenting ไม่ได้แปลว่า

“ลูกทำอะไรก็ได้”

แต่ใกล้เคียงกับ

“พ่อแม่เข้าใจความรู้สึกของลูก พร้อมกับช่วยให้ลูกเรียนรู้ขอบเขตและวิธีแสดงออกที่เหมาะสม”

สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง

การจัดการพฤติกรรมเด็กไม่ได้มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีแนวทางบางอย่างที่ควรระวัง

การลงโทษรุนแรงไม่ได้สอนเด็กว่าเขาควรจัดการอารมณ์อย่างไร

พ่อแม่ควรใช้การสอน การกำหนดขอบเขต และผลตามมาที่เหมาะสมแทน

คำว่า “ดื้อ” ไม่ได้ช่วยให้เรารู้ว่าพฤติกรรมเกิดจากอะไร

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น

“เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้?”

การควบคุมอารมณ์เป็นทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุกคนสามารถทำได้ทันที

เด็กพิเศษแต่ละคนมีพัฒนาการ จุดแข็ง และข้อจำกัดแตกต่างกัน

เป้าหมายที่เหมาะสมกว่าคือ พัฒนาจากจุดที่เด็กเป็นอยู่ในปัจจุบัน

อ่านต่อได้ที่ วิธีเลี้ยงเด็กพิเศษ

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ?

พฤติกรรมบางอย่างเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการ แต่หากพฤติกรรมเกิดขึ้นบ่อย รุนแรง ต่อเนื่อง หรือส่งผลต่อชีวิตประจำวัน โรงเรียน ความสัมพันธ์ หรือความปลอดภัย ควรปรึกษากุมารแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

CDC ระบุว่าปัญหาพฤติกรรมที่ผิดไปจากสิ่งที่คาดหมายตามวัย มีความต่อเนื่อง หรือมีความรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมิน และการช่วยเหลือในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญ

ควรขอความช่วยเหลือโดยเฉพาะเมื่อ

  • เด็กทำร้ายตัวเอง
  • เด็กทำร้ายผู้อื่น
  • มีพฤติกรรมรุนแรงจนเกิดอันตราย
  • อารมณ์หรือพฤติกรรมรบกวนการเรียนหรือชีวิตประจำวันอย่างมาก
  • พ่อแม่ไม่สามารถรับมือได้อย่างปลอดภัย
  • พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
  • มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการหรือสุขภาพจิตของเด็ก

การพบผู้เชี่ยวชาญไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่ดี แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมือและหาสาเหตุที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

การจัดการอารมณ์และพฤติกรรม เริ่มจาก “เข้าใจ” ก่อน “แก้”

การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมเด็กพิเศษไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กไม่ร้อง ไม่โกรธ หรือไม่ต่อต้าน

แต่คือการช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า

“ฉันกำลังรู้สึกอะไร → ฉันบอกความรู้สึกได้อย่างไร → ฉันต้องการอะไร → ฉันสามารถทำอะไรแทนพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยได้”

พ่อแม่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น

  • สังเกตตัวกระตุ้น
  • เรียกชื่ออารมณ์
  • รับฟังโดยไม่ตัดสิน
  • ใช้คำพูดสั้นและชัด
  • ตั้งขอบเขตอย่างสม่ำเสมอ
  • ชมพฤติกรรมที่ดี
  • สร้างกิจวัตรที่คาดเดาได้
  • สอนพฤติกรรมทางเลือก
  • ขอความช่วยเหลือเมื่อสถานการณ์เกินกำลัง

หัวใจสำคัญคือ เด็กไม่จำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันนี้ เพราะการกำกับอารมณ์เป็นทักษะที่ค่อย ๆ พัฒนา และผู้ใหญ่สามารถเป็นคนช่วยสอนเด็กระหว่างทางได้

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 / 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Tips for Noticing and Naming Emotions
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/noticing-and-naming/emotion-coaching.html
    ใช้อ้างอิงเรื่อง Emotion Coaching, การสังเกตและเรียกชื่ออารมณ์ การยอมรับความรู้สึก และการกำหนดขอบเขตพฤติกรรม
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Tips for Responding to Behavior
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/responding-to-behavior/
    ใช้อ้างอิงเรื่องพฤติกรรมในฐานะการสื่อสาร การให้ความสนใจ การใช้ผลตามมา และการกลับไปใช้ Positive Communication
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Tips for Creating Rules
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/structure-rules/rules.html
    ใช้อ้างอิงเรื่องการตั้งกฎครอบครัว กฎที่ชัดเจน ความสม่ำเสมอ และการใช้ผลตามมา
  4. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Tips for Relying on Routines and Rules
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/structure-rules/index.html
    ใช้อ้างอิงเรื่อง Routine, ความสม่ำเสมอ ความคาดเดาได้ และการเตรียมเด็กเมื่อกิจวัตรเปลี่ยนแปลง
  5. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Tips for Using Praise and Rewards
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/responding-to-behavior/using-rewards.html
    ใช้อ้างอิงเรื่องการชมเชยแบบเฉพาะเจาะจง (Labeled Praise) และการใช้ Rewards เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่ต้องการ
  6. American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org) — What’s the Best Way to Discipline My Child?
    https://www.healthychildren.org/English/family-life/family-dynamics/communication-discipline/Pages/Disciplining-Your-Child.aspx
    ใช้อ้างอิงเรื่อง Positive Discipline, การกำหนดขอบเขต กฎที่สม่ำเสมอ การเป็นแบบอย่าง และผลตามมาอย่างเหมาะสม
  7. American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org) — Top Tips for Surviving Tantrums
    https://www.healthychildren.org/English/family-life/family-dynamics/communication-discipline/Pages/Temper-Tantrums.aspx
    ใช้อ้างอิงเรื่อง Tantrum วิธีรับมือ การให้ทางเลือก การเบี่ยงเบนความสนใจ การสังเกตความหิว/ความเหนื่อย และความปลอดภัย
  8. American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org) — How to Shape & Manage Your Young Child’s Behavior
    https://www.healthychildren.org/English/family-life/family-dynamics/communication-discipline/Pages/How-to-Shape-Manage-Young-Child-Behavior.aspx
    ใช้อ้างอิงเรื่องการเป็นแบบอย่าง (Modeling Behavior) การส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี และการช่วยเด็กเรียนรู้วิธีสงบอารมณ์
  9. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) — Behavior or Conduct Problems in Children
    https://www.cdc.gov/children-mental-health/about/about-behavior-or-conduct-problems-in-children.html
    ใช้อ้างอิงเรื่องพฤติกรรมที่ควรได้รับการประเมิน โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมรุนแรง ต่อเนื่อง ไม่เหมาะสมกับวัย หรือกระทบการใช้ชีวิต และเรื่องความสำคัญของการเข้าถึงการช่วยเหลือแต่เนิ่น
  10. CDC — Tips for Connecting and Communicating
    https://www.cdc.gov/parenting-toddlers/communication/index.html
    ใช้อ้างอิงเรื่อง Active Listening การสื่อสารอย่างเข้าใจ และการช่วยเด็กเรียนรู้ที่จะรับรู้และแสดงความรู้สึก

FAQ คำถามที่พบบ่อย

เด็กแต่ละคนมีสาเหตุแตกต่างกัน เช่น ความสามารถด้านการสื่อสาร การจัดการความเครียด การเปลี่ยนกิจวัตร ความไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือความสามารถด้านการกำกับอารมณ์ ดังนั้นควรดูทั้งพฤติกรรมและบริบทที่เกิดขึ้น ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียง “ความดื้อ”

อันดับแรกให้ดูเรื่องความปลอดภัย พยายามรักษาความสงบ ลดคำพูดที่ไม่จำเป็น และช่วยเด็กกลับเข้าสู่ภาวะสงบ เมื่อเด็กพร้อมแล้วจึงค่อยพูดคุยและสอนทางเลือกที่เหมาะสม AAP แนะนำให้พ่อแม่คำนึงถึงตัวกระตุ้น เช่น ความหิว ความเหนื่อย และใช้การเบี่ยงเบนความสนใจหรือทางเลือกที่เหมาะสมตามสถานการณ์

ไม่มีกฎว่าต้อง “ปล่อย” หรือ “ห้ามร้อง” เสมอไป สิ่งสำคัญคือดูสาเหตุและความปลอดภัย หากเด็กกำลังมีความทุกข์ ควรช่วยให้เด็กสงบและรู้ว่าผู้ใหญ่อยู่ตรงนั้น ขณะเดียวกันสามารถกำหนดขอบเขตพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย เช่น การตีหรือทำร้ายผู้อื่นได้

ไม่ใช่ Positive Parenting ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เด็กทำทุกอย่างตามต้องการ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมตั้งขอบเขตที่ชัดเจน สม่ำเสมอ และสอนพฤติกรรมที่เหมาะสม แนวทางของ AAP เน้นทั้งการสร้างกฎ การให้ผลตามมาอย่างเหมาะสม การรับฟัง และการชมพฤติกรรมที่ดี

หากพฤติกรรมมีความรุนแรง เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการเรียน ชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ หรือมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนช่วยเหลือที่เหมาะกับเด็กแต่ละคน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR