ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล
เนื้อหาหลัก

การเลือกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในไทย รู้จักทุกประเภท สิทธิที่ลูกควรได้ และวิธีเลือกให้เหมาะ | NTKGoodHealth

           เมื่อลูกน้อยเริ่มโตพ้นวัยทารก คำถามที่พ่อแม่แทบทุกบ้านต้องเจอคือ “จะส่งลูกไปเรียนที่ไหนดี” ระหว่าง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของรัฐ หรือ โรงเรียนอนุบาล ทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งแต่ละแบบมีหน่วยงานกำกับดูแล เกณฑ์อายุ และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมวด สิทธิประโยชน์และบริการสำหรับเด็กเล็ก ที่จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจภาพรวมของสถานศึกษาปฐมวัยในไทย พร้อมเกณฑ์เลือกที่อ้างอิงจากมาตรฐานจริงของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการดูแลและพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยมากที่สุด

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) คืออะไร?

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือที่คุ้นกันในชื่อ ศพด. คือสถานศึกษาปฐมวัยนอกระบบที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลด้านวิชาการ งบประมาณ และบุคลากรของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ศูนย์เด็กเล็กที่ส่วนราชการต่าง ๆ ถ่ายโอนให้ อปท. หรือที่ อปท. จัดตั้งขึ้นเอง ถือเป็นสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยทำหน้าที่ดูแลและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กปฐมวัยในพื้นที่อย่างทั่วถึง

โดยทั่วไป ศพด. จะรับเด็กตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 2-5 ปี ก่อนที่จะส่งต่อไปเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนต่ำมาก หรือในหลายพื้นที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย เนื่องจากได้รับการอุดหนุนจากท้องถิ่นและส่วนกลาง ทำให้ ศพด. เป็นอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษาที่พ่อแม่ควรรู้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันภาครัฐกำลังเร่งยกระดับคุณภาพ ศพด. ทั่วประเทศอย่างจริงจัง โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย วางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัยแบบองค์รวม และประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งปฐมวัยท้องถิ่น” เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด อปท. ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานเดียวกัน

โรงเรียนอนุบาลในไทยมีกี่ประเภท ต่างจาก ศพด. อย่างไร?

นอกจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) แล้ว เด็กปฐมวัยในไทยยังสามารถเข้าเรียน โรงเรียนอนุบาล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • โรงเรียนอนุบาลของรัฐ อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 (อายุ 3 ขวบ) ถึงอนุบาล 3 (อายุ 5 ขวบ) ก่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่วนใหญ่มักสังกัดอยู่ในโรงเรียนเดียวกับระดับประถมศึกษา ทำให้เด็กสามารถเรียนต่อเนื่องในสถานที่เดิมได้
  • โรงเรียนอนุบาลเอกชน อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งหลักสูตรไทย สองภาษา นานาชาติ หรือหลักสูตรทางเลือกอย่างมอนเตสซอรี่และวอลดอร์ฟ ซึ่งมักมีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องเรียน และอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่แตกต่างจากโรงเรียนรัฐ แต่ก็มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเช่นกัน

ความแตกต่างหลักระหว่าง ศพด. กับโรงเรียนอนุบาลคือหน่วยงานที่กำกับดูแลและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ศพด. เน้นการเลี้ยงดูและพัฒนาการตามวัยควบคู่การเรียนรู้ผ่านการเล่นเป็นหลัก ขณะที่โรงเรียนอนุบาลจะเริ่มมีโครงสร้างวิชาการที่ชัดเจนขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ทั้งนี้พ่อแม่ที่กำลังพิจารณาตัวเลือกการดูแลลูกควบคู่ไปด้วย อาจดูพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัยเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าลูกพร้อมเข้าเรียนแบบไหนแล้ว

กฎหมายและมาตรฐานที่คุ้มครองเด็กปฐมวัยในสถานศึกษา

สถานศึกษาปฐมวัยทุกประเภทในไทยอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันคือ พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ซึ่งให้นิยาม “เด็กปฐมวัย” ว่าหมายถึงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ รวมถึงเด็กที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการคุ้มครอง ดูแล และพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั่วถึง และเสมอภาคทั้งประเทศ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ผู้ปกครองที่อยากทราบรายละเอียดสิทธิและกฎหมายคุ้มครองเด็กอย่างครบถ้วน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ สิทธิเด็กและกฎหมายคุ้มครอง

ในระดับการดำเนินงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังยึดตาม มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานกลางเดียวกันทั้งประเทศ ครอบคลุมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป็น ศพด. ของ อปท. โรงเรียนอนุบาลรัฐและเอกชน หรือสถานรับเลี้ยงเด็กของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาตรฐานนี้แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย คุณภาพของครูและผู้ดูแลเด็กในการจัดประสบการณ์เรียนรู้และการเล่น และคุณภาพของเด็กปฐมวัยที่เป็นผลลัพธ์ปลายทาง ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้เป็นแนวทางตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษาที่กำลังพิจารณาได้

เด็กปฐมวัยมีสิทธิ "เรียนฟรี" อะไรบ้าง?

หนึ่งในสิทธิประโยชน์สำคัญที่เด็กวัยอนุบาลทุกคนได้รับคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเริ่มให้การสนับสนุนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 (อายุ 3 ขวบ) ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยแบ่งการอุดหนุนออกเป็น 5 หมวดหลัก คือ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของครอบครัวลดลงอย่างมาก

สำหรับเด็กที่เข้าเรียนใน ศพด. ของ อปท. ส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม เนื่องจากได้รับงบอุดหนุนจากท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนจะได้รับการอุดหนุนเพียงบางส่วนตามนโยบายเรียนฟรี ส่วนที่เหลือผู้ปกครองยังต้องรับผิดชอบค่าเทอมและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เอง สิทธิด้านการศึกษานี้มักมาควบคู่กับสิทธิประโยชน์ทางการเงินอื่น ๆ ที่ครอบครัวเด็กเล็กควรรู้ เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ที่ภาครัฐจัดสรรให้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบตามเกณฑ์รายได้ครอบครัว

เลือกศูนย์เด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาลอย่างไร? ให้ได้คุณภาพ

เมื่อมาตรฐานกลางของประเทศครอบคลุมทั้งด้านบุคลากรและความปลอดภัยอยู่แล้ว พ่อแม่สามารถใช้กรอบ มาตรฐานศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ 6 ด้าน ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขและการศึกษาใช้ประเมินสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นเกณฑ์ตรวจสอบก่อนตัดสินใจ ได้แก่

  • ด้านบุคลากร ครูและผู้ดูแลเด็กควรผ่านการอบรมด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ และมีอัตราส่วนผู้ดูแลต่อเด็กที่เหมาะสม ไม่มากเกินจนดูแลได้ไม่ทั่วถึง
  • ด้านการเจริญเติบโต สุขภาพช่องปาก และการจัดอาหาร มีเมนูอาหารกลางวันและนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตามวัย ผู้ปกครองที่อยากรู้แนวทางจัดอาหารให้ลูกควบคู่กันที่บ้าน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ โภชนาการสำหรับเด็กเล็ก
  • ด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ตามช่วงวัย มีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้านผ่านการเล่นและการลงมือทำ ไม่เร่งวิชาการเกินวัย
  • ด้านการจัดสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก อาคาร สนามเด็กเล่น และอุปกรณ์ต้องปลอดภัย ไม่มีจุดเสี่ยงอันตราย
  • ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ มีมาตรการคัดกรองสุขภาพและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับบริการสาธารณสุขสำหรับเด็กเล็ก เช่น การฉีดวัคซีนตามเกณฑ์และการตรวจพัฒนาการเป็นระยะ และยังเชื่อมโยงกับการรับมือโรคที่พบบ่อยในวัยเด็กที่มักระบาดง่ายในสถานที่ที่มีเด็กรวมกันจำนวนมาก
  • ด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน มีช่องทางสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ และเปิดให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมของศูนย์

นอกจากเกณฑ์ข้างต้น พ่อแม่ควรสังเกตด้วยตาตนเองในวันไปเยี่ยมชมสถานที่จริง เช่น ความสะอาด สีหน้าและท่าทางของเด็กที่เรียนอยู่ ความเป็นกันเองของครู ตลอดจนสอบถามถึงใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาและผลการประเมินมาตรฐานล่าสุดจากหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อความมั่นใจสูงสุด

สำหรับครอบครัวที่ลูกยังเล็กเกินกว่าจะเข้า ศพด. หรือโรงเรียนอนุบาล หรือต้องการผู้ดูแลเสริมในช่วงก่อน-หลังเลิกเรียน การหาพี่เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองได้ดี โดยควรเลือกพี่เลี้ยงที่ผ่านการอบรมด้านการเลี้ยงดูเด็กมาโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับทีมพี่เลี้ยงและผู้ดูแลของ NTK GoodHealth ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกอบรมมาอย่างดี พร้อมให้บริการดูแลเด็กเล็กถึงบ้าน

ขั้นตอนและเอกสารการสมัครเข้าเรียน

โดยทั่วไปสถานศึกษาปฐมวัยในไทยจะเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ช่วงปลายปีถึงต้นปี เพื่อเริ่มเรียนในปีการศึกษาใหม่ที่เปิดเทอมประมาณเดือนพฤษภาคม เอกสารหลักที่ผู้ปกครองควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ได้แก่

  • สูติบัตรตัวจริงพร้อมสำเนาของเด็ก
  • สำเนาทะเบียนบ้านของเด็ก บิดา และมารดา (หรือผู้ปกครอง)
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบิดาและมารดา (หรือผู้ปกครอง)
  • รูปถ่ายของเด็กและผู้ปกครองตามขนาดที่สถานศึกษากำหนด
  • สมุดบันทึกสุขภาพหรือประวัติการฉีดวัคซีนของเด็ก
  • เอกสารรับรองจากสถานศึกษาเดิม (กรณีย้ายสถานศึกษา)

บาง ศพด. หรือโรงเรียนอนุบาลของรัฐอาจกำหนดให้เด็กต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่บริการ จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ อปท. หรือโรงเรียนในพื้นที่ล่วงหน้า ส่วนโรงเรียนอนุบาลเอกชนหลายแห่งมักมีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การสำรวจพัฒนาการเด็กและสัมภาษณ์ผู้ปกครองก่อนรับเข้าเรียน

เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ศพด./โรงเรียนรัฐ กับโรงเรียนอนุบาลเอกชน

ด้านค่าใช้จ่ายถือเป็นปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่หลายบ้านนำมาชั่งใจ ศพด. ของ อปท. และโรงเรียนอนุบาลรัฐภายใต้นโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีค่าใช้จ่ายต่ำมากหรือไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนค่าเล่าเรียน เหลือเพียงค่าใช้จ่ายส่วนตัวเล็กน้อยอย่างอุปกรณ์เสริมหรือกิจกรรมพิเศษ ขณะที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มีช่วงราคาที่กว้างมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักหลายหมื่นบาทต่อภาคเรียน ขึ้นอยู่กับหลักสูตร ชื่อเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียน โดยมักมีค่าแรกเข้าแยกต่างหากจากค่าเทอมรายภาคด้วย ผู้ปกครองจึงควรวางแผนงบประมาณการศึกษาของลูกล่วงหน้า และพิจารณาว่างบที่มีสอดคล้องกับรูปแบบการเรียนที่ต้องการหรือไม่ ก่อนตัดสินใจสมัคร

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ NTK GoodHealth ฟรี ที่ Tel. 082-791-6559 091-710-5596 และ LINE. @ntkgood

แหล่งอ้างอิง
  1. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, สสส. และยูนิเซฟ ประเทศไทย, ข่าวประกาศ “ปีแห่งปฐมวัยท้องถิ่น 2569”: https://happychild.thaihealth.or.th/
  2. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, พระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562: https://ecd.onec.go.th/law-policy/law/378/
  3. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. 2561: https://ecd.onec.go.th/law-policy/plan/1396/
  4. กระทรวงศึกษาธิการ, นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ: https://www.moe.go.th/เรียนฟรี-15-ปี-นโยบายสำคัญ-2/
  5. บทความวิชาการ “การบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”, วารสาร TCI-Thaijo: https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jgsnsbc-journal/article/download/258732/173749/982822
  6. บทความวิชาการ “การดูแลเด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็ก: บทบาทของผู้ดูแลเด็ก”, วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/CUTJ/article/view/165066

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นเลี้ยงดูและพัฒนาการตามวัยควบคู่การเล่น มักรับเด็กตั้งแต่ประมาณ 2 ขวบ ส่วนโรงเรียนอนุบาลทั้งรัฐและเอกชนมักเริ่มรับตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 อายุ 3 ขวบ และเริ่มมีโครงสร้างวิชาการที่ชัดเจนขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าประถมศึกษา

มีจริงตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 โดยอุดหนุนค่าใช้จ่าย 5 หมวด ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แต่ระดับการอุดหนุนของโรงเรียนรัฐและเอกชนอาจแตกต่างกันบ้าง

สามารถตรวจสอบจากการผ่านมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ และเกณฑ์คุณภาพ 6 ด้าน คือ บุคลากร สุขภาพและการจัดอาหาร พัฒนาการและการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม การป้องกันโรคติดต่อ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ควบคู่กับการไปเยี่ยมชมสถานที่จริงด้วยตนเอง

เอกสารหลักคือสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนผู้ปกครอง รูปถ่าย และสมุดบันทึกสุขภาพหรือประวัติวัคซีนของเด็ก โดยส่วนใหญ่สถานศึกษาจะเปิดรับสมัครช่วงปลายปีถึงต้นปี เพื่อเริ่มเรียนปีการศึกษาใหม่ในเดือนพฤษภาคม จึงควรเตรียมเอกสารและสอบถามกำหนดการล่วงหน้า

สำหรับเด็กที่ยังไม่ถึงวัยเข้า ศพด. หรือครอบครัวที่ต้องการผู้ดูแลในช่วงก่อน-หลังเลิกเรียน การหาพี่เลี้ยงเด็กที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ตรงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ลูกได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัยในระหว่างที่พ่อแม่ต้องทำงาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
ntkgoodhealth-QR